Skip to main content

TOKYO MARATHON 2018 วิ่งมาราธอนที่ 5 ที่โตเกียว

2,330

TOKYO MARATHON 2018

 

สวัสดีครับ ผมหลุยจาก The Groove Music School Chiang Mai ปัจจุบันอายุ 34 ปี อาชีพหลักคือประกอบธุรกิจโรงเรียนดนตรี, นักดนตรี Event, ครูสอนดนตรี อาชีพเสริมคือนักดนตรีตามผับครับ ใครชอบเที่ยวกลางคืนจะเจอผมบ้างถ้าโชคดี 555+ บางที High Season อาจไม่เจอเลยเพราะมีแต่งาน Event ไม่ได้ไปเล่นตามร้านเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะได้เจอกับพี่ๆ น้องๆ ในวงการ Organize มากกว่า... และวันนี้นักดนตรีอย่างผมมารับหน้าที่ในการเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับการวิ่งครับ... ไม่ใช่วิ่งรับงานนะครับ... วิ่งจริงๆ เลยครับ วิ่งมาราธอนด้วยอ่ะคับ 5555+

 

ที่มาของคอลัมน์นี้ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ ผมเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมแข่งขันในงาน Tokyo Marathon 2018 ซึ่งเป็น 1 ใน 6 งานมาราธอนเมเจอร์ของโลก และว่ากันว่างานที่โตเกียวนี้เป็นงานที่จับฉลากถูกรางวัลกันยากมากๆ ขนาดคนญี่ปุ่นเองยังยากเลยครับ เผอิญผมไม่รู้ว่ามันยากขนาดนั้น ผมก็เลยคิดว่าน่าจะได้ไปอยู่แล้ว ผลก็เลยได้ไปตามที่คิดครับ (นี่ใช้พลังจิตหรือใช้พลังดวงกันแน่ 5555+)

 

tky2

 

คุยกันต่อเรื่องวิ่งครับ นักดนตรีอย่างผมอยู่ดีๆ จะไปกดสมัครโตเกียวมาราธอนเลย มันดูไม่สมเหตุสมผลเลยจริงมั้ยครับ แท้จริงแล้วผมเริ่มวิ่งมาได้ 3 ปีเศษครับ พอมีลูกน้อยแล้วก็อยากจะกลับมาแข็งแรง เพื่อให้สามารถทำงานและเลี้ยงลูกได้โดยไม่เหนื่อย รู้ตัวอีกทีก็วิ่งฟูลมาราธอน (Full Marathon) มา 4 ครั้งแล้ว (‘ฟูล’ นะไม่ใช่ ‘ฟลู’ (Flu) 555)

 

การออกกำลังกายเนี่ย ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงขึ้นจริง อันนี้ใครๆ ก็ทราบครับ ยิ่งถ้าเราสนุกกับมันและหาผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาก็จะยิ่งสนุกกับผลลัพธ์ที่ตามมา เหมือนกับช่วงปีหลังของผมที่สนุกกับการทำเวลาให้เร็วมากขึ้น เมื่อค่อยๆ ทำต่อเนื่องมา ร่างกายก็ฟิตขึ้น มันก็เลยดูจริงจังมากขึ้นในสายตาของคนใกล้ตัวของผมครับ จนตอนนี้ผมดูเหมือนคนที่วิ่งเป็นงานหลักเลย แท้จริงแล้วผมก็สนุกกับการออกกำลังกายเหมือนเดิม (ตามตาราง) ปล่อยให้ร่างกายพัฒนาขึ้นไปตามธรรมชาติครับ และด้วยการที่ร่างกายฟิตขึ้นยิ่งกว่าตัวเองในเวอร์ชั่น 10 ปีที่แล้วนี่แหละครับ ที่ทำให้ผมตัดสินใจสมัครโตเกียวมาราธอน ด้วยความคิดที่ว่า ถ้าได้ไปวิ่งมาราธอนที่ต่างประเทศบ้างก็น่าจะดี

 

tky3

 

เข้าเรื่องโตเกียวมาราธอนซักทีครับ 5555+ หลังจากสมัครแล้วทางผู้จัดจะแจ้งข้อมูลมาทาง Email ตลอดครับ ทั้ง ‘คุณสมัครสำเร็จแล้ว’ และแจ้ง ‘ปีนี้คนสมัครเท่าไหร่ และเรารับเท่าไหร่’ อะไรประมาณนี้... ที่สำคัญคือเขาจะบอกวันประกาศผลด้วยครับ... เมื่อวันประกาศผลมาถึง หากได้สิทธิ์ ก็ต้องดำเนินการจ่ายเงินภายในวันไหน ฯลฯ นั่นหมายความว่าเราสามารถสละสิทธิ์ได้ครับ ผมขอแนะนำทุกคนที่ชอบวิ่งให้สมัครไปเลยครับ ฟรี!! (จนกว่าเราจะได้รับสิทธิ์และตกลงเข้าร่วมงาน) ราคาค่าสมัครคิดเป็นเงินไทยราว 4 พันกว่าบาท เห็นดังนั้นผมก็จัดการรักษาสิทธิ์สำหรับมาราธอนครั้งที่ 5 ในชีวิตไว้อย่างรวดเร็วครับ ^^ (งานวิ่งไทย 900 บาทคิดแล้วคิดอีก งานนี้ 4 พัน แทบไม่ต้องคิดเลยครับ ตรรกะไหนเนี่ย 5555+)

 

tky4

 

เมื่อจ่ายเงินค่าวิ่งเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ต้องจองโรงแรมครับ ก่อนจะจองโรงแรมเราก็ต้องวางแผนเที่ยวก่อนเลยครับ 5555+ พาไปเที่ยวกัน 3 คนพ่อแม่ลูกซะเลย โดยโปรแกรมเที่ยวจะถูกวางไว้หลังจากวิ่งเสร็จครับ เพราะอยากมีสมาธิและพักผ่อนให้สมบูรณ์ที่สุด จากการศึกษาข้อมูลจุดปล่อยตัว ทราบว่าปีนี้มีการปล่อยตัวคนละที่กับเส้นชัย จุด Start อยู่แถว Shinjuku และไปจบแถวๆ Hibiya Park

 

tky5

 

ก่อนวันวิ่งผมตั้งใจจะพักโรงแรมที่ใกล้จุด Start มากที่สุดครับ กดเข้าไปดูปรากฏว่าเต็มหมดแล้ววววว... เพิ่งมาทราบทีหลังจากคุณภรรยาว่าบางเว็บเขาให้จองแบบยังไม่จ่ายเงินได้ แล้วค่อยไปชำระวันเข้าพักเลยก็มีครับ เลยถึงบางอ้อเลย ชาวบ้านเขาคงจองไปก่อนแล้วตั้งแต่ตอนกรอกสมัครวิ่ง ถ้าไม่ได้มาวิ่งก็สละสิทธิ์โรงแรมได้ไม่เสียเงิน... ผมขอแนะนำเลยครับสำหรับผู้ที่อยากไปโตเกียวมาราธอน 2019 หรือปีถัดๆ ไป พอเปิดรับสมัคร เข้าไปสมัครวิ่งเสร็จปุ๊บก็จองโรงแรมทันทีเลยครับ (อย่าลืมเลือกเว็บที่ยังไม่ต้องจ่ายเงินก่อนนะครับ มีเยอะครับ ตอนนี้จำไม่ได้ ต้องให้คุณภรรยามาบอก) เดี๋ยวลุ้นผล Lotto ออกแล้วค่อยว่ากัน

 

งานนี้จะมีกลุ่มคนไทยที่โชคดีได้ไปวิ่งเหมือนกัน เขาจะตั้ง Line Group ขึ้นมาแล้วคุยกันในนั้น ซึ่งผมก็ได้ข้อมูลสำคัญๆ เกี่ยวกับการเตรียมตัวจากพี่ๆ ในกลุ่มนี้เยอะเลยครับ แนะนำเลยว่าอย่าอยู่โดดเดี่ยวเด็ดขาด (แต่อยู่ใน Line กลุ่มต้องระวังให้มากเรื่องการป้ายยาครับ พี่ๆ เขาชอบมาชี้เป้า รองเท้ารุ่นนู้นรุ่นนี้ถูกกว่าที่ไทยหลายพันบาท บลาๆๆ ระวังล้มละลายครับ 5555+) ว่ากันต่อเรื่องที่พักครับ ถึงโรงแรมหน้าเส้น Start จะเต็ม แต่ผมยังตัดสินใจจะอยู่แถว Shinjuku เพื่อจะได้ไม่ต้องนั่งรถมาวิ่งครับ จึงเลือกพักที่ Tokyu Stay Shinjuku ซึ่งสมบูรณ์แบบมากสำหรับผมครับ ห่างจากจุด Start 1 กิโลเมตรเศษๆ นี่มันระยะจ๊อกกิ้งสำหรับวอร์มอัพเลยยยย...

 

tky7

 

ส่วนเรื่องการเดินทาง ผมวางแผนร่วมกับคณะมินิทัวร์ 3 คนพ่อแม่ลูก ได้ข้อสรุปว่าควรไปถึงก่อนวิ่งเพื่อเตรียมตัวซัก 2 วันครับ... วันแข่งคือวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ ผมเลยออกจากประเทศไทยคืนวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ไปถึงที่ญี่ปุ่น 23 เช้า จะมีสภาพเพลียๆ บ้าง และเหลือวันที่ 24 อีกหนึ่งวันไว้พักผ่อน กับลองซ้อมวิ่งในสภาพอากาศและอุณหภูมิที่แตกต่างจากเมืองเชียงใหม่อย่างสิ้นเชิง...

 

2 วันก่อนแข่ง... เช้าวันที่ 23 กุมภาพันธ์ จากสนามบินนาริตะเข้ามาชินจูกุใช้เวลาอีกเป็นชั่วโมงครับ เพราะไปถึงต้องจัดการซื้อบัตรรถไฟเข้าเมืองอีก ตีเป็นเงินไทยเกือบๆ 1,000 บาทต่อคน และบัตรเบ่ง (Tokyo Wide Pass) ใช้ขึ้น JR แบบบุฟเฟ่ต์ 3 วัน (ใช้ขึ้น Shinkansen ได้ด้วย คุ้มมากกกก) สำหรับทริปเที่ยวหลังวิ่งครับ... อาหารมื้อแรกของผมและชาวคณะจึงหนีไม่พ้นโอนิกิริ... กว่าจะจัดการอะไรเสร็จถึงที่พักก็เกือบได้เวลาอาหารเที่ยงแล้ว และทำได้แค่ฝากกระเป๋าเพราะเช็คอินได้ตอนบ่าย 3 โมง เมื่อฝากกระเป๋าเสร็จ หาราเมนกินคนละชามแล้วก็ต้องไปรายงานตัวนักวิ่งที่งาน Expo ครับ

 

tky9

 

งาน Expo ไม่ได้มีที่ชินจูกุ แต่จะห่างออกไปประมาณ 30 - 40 นาทีเวลารถไฟ (จำชื่อสถานีไม่ได้อีกแล้ว)... เรื่องปกติของคนไทย แม้จะเคยมา 2 - 3 ครั้งแล้ว แต่วันแรกในญี่ปุ่นก็ต้องมีหลงกันบ้างครับ ด้วยความเหนื่อยจากการเดินทางทั้งคืน จึงยอมจ่ายแพง ตัดสินใจขึ้นแท็กซี่นั่งรวดเดียวจบเลยครับ 5555+ เมื่อไปถึงงาน Expo เราก็จะเห็นเป็นตึกจัดกิจกรรมใหญ่ๆ เหมือนที่เขาใช้จัดคอนเสิร์ตครับ มีป้ายบอกชั้นบอกทางให้เสร็จสรรพ และมีพื้นที่ลงทะเบียนนักวิ่งที่ผู้ติดตามเข้าไม่ได้ แต่ก็มีพื้นที่จัดสรรไว้ให้ยืนรอสบายๆ กับมีพร็อพให้ถ่ายรูปมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Backdrop ของงาน และเหรียญของงานทั้ง 6 Major ของโลก นำมาตั้งโชว์ให้ถ่ายรูปกันด้วย ที่สำคัญคือ หากใครที่สามารถวิ่งจบทั้ง 6 มาราธอนนี้แล้ว จะถูกเรียกว่า 6 - Star Finisher และจะได้รับเหรียญพิเศษ ที่เราๆ เรียกว่าเหรียญพอนเดอริงกันด้วยครับ มิหนำซ้ำบริเวณงานยังมีจุดลงทะเบียนของ 6 - Star Finisher อีกด้วย จากที่คิดวิ่งสนุกๆ กลายเป็นไฟลุกเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาซะงั้นครับ 5555+

 

เล่ามาตั้งยาวยังไม่เข้าสู่บริเวณของ Expo เลย... แป๊บนึงครับ ตรงนี้ไม่เล่าไม่ได้ คือบริเวณรับ Bib นักวิ่ง... เรารู้อยู่แล้วว่าญี่ปุ่นเขาจัดการอะไรๆ ได้อย่างเป็นระเบียบเสมอ และก็เป็นไปตามที่คาดไว้ครับ นั่นคือ ร ร ร ร ร ร เร็วววววว... เร็วมากกกก!!! เห็นคนเดินมาเยอะแยะ แต่จัดการได้ดีมากๆ ครับ มีทั้งซุ้มพูดญี่ปุ่นและพูดอังกฤษ ลงทะเบียนเสร็จจะถูกพาไปรับ Bib และถุงกระเป๋าใส่ของต่างๆ อีกที่นึง มีถุงสำหรับใส่ของที่จะฝากวันวิ่งให้พร้อม กับมีหมายเลขรถฝากของและหมายเลข Gate เข้างาน ซึ่งแต่ละคนจะมีไม่เหมือนกัน ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้วครับ มิหนำซ้ำยังมีแผนที่บริเวณ Start Area และ Finish Area ให้ยืนศึกษาและถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อนัดพบปะครอบครัวหลังการวิ่งเสร็จ แป๊บเดียวก็โผล่มาที่บริเวณที่พบปะกับผู้ติดตามและถ่ายรูปกับเหรียญ 6 เมเจอร์ฯ ที่เล่าไปข้างต้นครับ

 

tky10

 

เมื่อถ่ายรูปกันอย่างหนำใจแล้ว ก็จะมีทางเดินวันเวย์ที่ปูเข้าสู่งาน Expo อันยิ่งใหญ่อลังการครับ สิ่งแรกที่ได้พบคือเบียร์ไร้แอลกอฮอล์แจกฟรี ในงานมีสินค้าเกี่ยวกับกีฬาวิ่งมากมายครับ ทั้งเสื้อผ้ารองเท้า รวมไปถึงอาหารเสริมเพิ่มพลังงานเช่น Energy Gel แต่ที่ผมและชาวคณะแวะดูนานที่สุดเห็นจะเป็นบูธของ Asics ที่มีเสื้อที่ระลึกลายโตเกียวมาราธอนให้เลือกหลายสิบแบบ เนื้อผ้าเป็นผ้าสำหรับใส่ออกกำลังกาย นุ่มและระบายอากาศดีมาก และรองเท้าวิ่ง Asics ที่มีทั้งลายธรรมดา และลายพิเศษสำหรับ Tokyo Marathon 2018 จึงได้ของฝากสำหรับคนทางบ้านครบตั้งแต่วันแรกของทริปนี้เลยครับ กว่าจะหลุดจากงาน Expo มาก็เกือบเย็นแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะใช้เวลากันขนาดนี้โดยไม่รู้ตัวเลย... หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟกลับที่พัก เช็คอินแล้ววางแผนสำหรับวันต่อไปว่าจะไปไหนดี ที่เบาๆ ไม่ทรมานขา... ผมและชาวคณะวางแผนร่วมกัน ตัดสินใจได้ว่าไปไหว้พระก่อนเลยดีกว่าเพื่อความเป็นศิริมงคล นี่อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสู่ความสำเร็จของผมก็ได้นะครับ ^^

 

tky9

 

1 วันก่อนแข่ง... ผมตื่นเช้ากว่าทุกคนนิดหน่อยเพื่อจะออกไป Test Run กับอากาศของโตเกียวครับ ยิ่งที่พักอยู่ใกล้จุด Start ยิ่งสบาย ผมเลยวิ่งจากที่พักไปดูจุด Start โดยเปิด Google Map ไปด้วยครับ ปลอดภัยไว้ก่อน ไปถึงจุด Start มองซ้ายขวาและมอง Map เห็นว่ามีสวนสาธารณะ Chuo Park อยู่แถวนั้นพอดี จึงเข้าไปซ้อมเบาๆ บริเวณดังกล่าว สังเกตเห็นว่ามีสนามเด็กเล่นด้วย จึงคิดไว้ในใจว่าอยากพาลูกสาวมาเดินเล่นพักผ่อนในช่วงบ่าย 

 

เมื่อซ้อมวิ่งเบาๆ เสร็จ กลับมาที่พักก็พาชาวคณะไปไหว้พระวัดเมจิ รู้สึกสบายใจและสงบมากๆ ครับ หลังจากนั้นก็กลับมาที่สวน Chuo Park อีกครั้ง พาลูกสาวมาเล่นที่สนามเด็กเล่น และโหลดคาร์บฯ อย่างหนักที่ซุ้มอาหารของสวน โดยวันนี้ตั้งใจจะงดดื่มเบียร์หนึ่งวันก่อนแข่ง แต่พอเวลานอนมาถึงกลับรู้สึกใจสั่นตื่นเต้น พลันคิดได้ว่างานแข่งที่ผ่านๆ มา ผมไม่เคยงดเบียร์ 100% ซักที เพราะนอนไม่หลับ ต้องกระดกย้อมใจซักหน่อยจึงจะหลับ ผมจึงตัดสินใจดื่มเบาๆ เหมือนเดิมที่เคยทำ เพื่อให้ร่างกายเป็นปกติที่สุดนั่นเองครับ (ฮา)  โดยข้อดีของการมาวิ่งที่โตเกียว คือเขาเริ่มวิ่งกัน 9 โมงเช้า เราเลยสามารถเข้านอนในเวลาปกติและพักผ่อนอย่างเต็มที่ แตกต่างกับงานวิ่งในประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน จึงต้องปล่อยตัวกันตั้งแต่ตี 3 ตี 4 ซึ่งต้องตื่นประมาณตี 1 แล้วจะต้องเข้านอนกันกี่โมงเนี่ย (ฮา)

 

วันแข่ง... ผมสะดุ้งตื่นขึ้นเอง พยายามหลับต่อแต่ไม่เป็นผลครับ ผม Active แล้ว นอนต่อไม่ได้ ผมจึงลุกขึ้นมาดูนาฬิกา เป็นเวลาเกือบๆ ตี 5 ผมจึงกินโอนิกิริ 2 ปั้นทันที แล้วจัดการเข้าห้องน้ำ วอร์อัพ ยืดเหยียด ฯลฯ ระหว่างนั้นก็เช็ค Line กลุ่มครับ ว่าเขาไปกันรึยัง ปรากฏว่าตื่นกันเกือบหมดทุกคนเลยครับ ตื่นเต้นไม่ต่างกัน... ผมตัดสินใจออกจากที่พักไปตอน 7 โมงครึ่ง ทั้งๆ ที่อยู่ใกล้ แต่ดีกว่าต้องรีบครับ ผมจ๊อกกิ้งจากที่พักไปเจอคนกลุ่มใหญ่ออกมาจากสถานีรถไฟฟ้า และทั้งหมดนั้นกำลังจะไปวิ่งครับ งานเดียวกันนี่แหละ!! สะใจมากกกก ผมนี่ตื่นเต้นสุดๆ เลยครับ

 

tky11

 

ปรากฏว่าเวลามันเพอร์เฟ็คท์พอดีทุกๆ อย่างเลยครับ มีคนคอยบอกทางไปแต่ละ Gate ตลอด ของผมคือ Gate 2 ตอนเข้า Gate มีสายพานสแกนกระเป๋าเหมือนที่สนามบิน ผ่านจุดนี้ไปจึงได้นำของไปฝากที่รถฝากของ โดย Car Number ก็มีระบุไว้บน Bib เช่นกัน (มีสติกเกอร์เลข Bib ของเราติดที่ถุงฝากของด้วย) แล้วก็ไปสแตนด์บายบริเวณบล็อกของเราครับ การจัดบล็อกเขาจะเรียงตามตัวอักษร ใครวิ่งเร็วก็อยู่บล็อก A ส่วนผมส่งเวลาตอนสมัครไปที่ 3 ชั่วโมง 50 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่ผมเคยทำได้ดีที่สุด ก็ถูกจัดไว้ที่บล็อก E ครับ... กว่าจะไปถึงบล็อกก็ไกลครับ Start Area มันกว้างมากๆ แต่ก็ยังมีเวลาอีกประมาณ 45 นาทีก่อนบล็อกจะปิด (ประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนปล่อยตัว... หากมาไม่ทันต้องไปต่อหลังสุดซึ่งยาวเป็นกิโลเมตรเลย) ผมจึงไปต่อแถวเข้าห้องน้ำก่อนโดยที่ยังไม่ปวด รอไปรอมาก็ปวดพอดี เข้าห้องน้ำเสร็จ เหลือเวลาอีก 5 นาทีบล็อกจะปิดแล้ว (นี่ยืนรอฉี่ 40 นาทีเลยเหรอเนี่ย)

 

ก่อนวิ่งก็จะมีนักร้องประสานเสียงทั้งเด็กและผู้ใหญ่มาร้องเพลงให้ฟังอยู่พักหนึ่ง ซึ่งบอกเลยว่า Sound System ของเขาดีมาก ผมมองหาลำโพงไม่เจอ (น่าจะถูก Build - In เนียนๆ ไว้ตามตึก) แต่ได้ยินเสียงคุณภาพดีอันไพเราะ แม้กระทั่งตอนประธานมาเปิดพิธี เสียงพูดยังดังฟังชัดไม่แหลมแสบหู Hi-Fi สุด ๆ จนกระทั่งประมาณไม่กี่นาทีก่อนปล่อยตัว บรรยากาศสุดยอดมากๆ ใครอยู่ตรงนั้นก็ต้องขนลุกเหมือนกัน ผมโชคดีที่บล็อก E ยังใกล้จุด Start พอที่จะเห็นเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ ลอยลำอยู่ด้านหน้าเพื่อถ่ายภาพมุมสูง อลังการมากครับ... คิดถึง Moment นี้ทีไรก็ขนลุกทุกที นั่งเขียนคอลัมน์อยู่ก็อยากไปโตเกียวมาราธอนอีกแล้ว 555+

 

tky13

 

เมื่อเสียงปืนดัง... ความตื่นเต้นแบบเดิมหายไปเลยครับ กลายเป็นตื่นเต้นแบบสนุกสนาน ผมถอดเสื้อกันฝนที่เตรียมจากไทยทิ้งไป (เสื้อกันฝนเอาไว้ใส่กันลมตอนยืนรอปล่อยตัวครับ มันหนาว) แล้วค่อยๆ วิ่งช้าๆ ตามที่ผู้ฝึกสอนของผมบอก พยายามรักษาการหายใจและสมาธิไว้ บอกเลยว่าไม่ยากครับ วิ่งสนุกและมีสมาธิมาก มีคนเชียร์ตลอดข้างทาง มีมือยื่นออกมา Hi Five ตลอดทาง... ผมเองไม่ได้มีเป้าหมายอะไรเป็นพิเศษ เพราะไม่ได้วิ่งระยะนี้มา 1 ปีเต็มๆ แต่เพื่อนๆ หลายคนที่เชียร์จากไทยเห็นลุ้นกันหนักมาก ผมมาทราบทีหลังก็รู้สึกดีใจครับ... อย่างไรก็ตาม คำว่า ‘Sub3’ และ ‘Boston Qualified’ ที่เพื่อนๆ เชียร์ไว้ก่อนมันเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกของผมแล้ว แต่ผมต้องไม่ให้มันมารบกวนจิตใจผม เพราะผมอยากวิ่งให้สนุกและราบรื่นตลอดทาง ผมจึงร้องเพลงในใจและวิ่งไปเรื่อยๆ ครับ ระหว่างทางกองเชียร์ตะโกนเชียร์ตลอด หลายจุดกองเชียร์เตรียมของกินไว้ให้ด้วย แต่ผมจะแวะเฉพาะซุ้มที่ทางงานเตรียมไว้ เพราะจะเป็นโต๊ะวางอาหารยาว ๆ เหมาะแก่การโฉบหยิบกินโดยที่ไม่ต้องลดความเร็วมากได้ (วิ่งๆ หยุดๆ มันจะปวดขาง่ายครับ)

 

tky12

 

ระยะผ่านไป 5 กิโลเมตร, 10 กิโลเมตร, 15 กิโลเมตร, 20 กิโลเมตร ยังรู้สึกปกติอยู่ แต่ที่ตกใจก็คือ ทุกๆ กิโล นาฬิกาของผมจะสั่นบอกเวลาตลอดครับ โดยที่ความเร็วจะอยู่ที่ 4 นาทีต้นๆ ต่อหนึ่งกิโลเมตร รวมแล้วระยะฮาล์ฟผมใช้เวลาไป 1 ชั่วโมง 26 นาที... นี่มันเร็วมากกกก!!! (2 สัปดาห์ก่อนงานโตเกียว ผมวิ่งฮาล์ฟงาน CMU เวลา 1 ชั่วโมง 25 นาที) ผมตัดสินใจไม่ลดความเร็วตัวเอง เพราะยังวิ่งสบายอยู่ครับ เลยวิ่งด้วยจังหวะเดิมต่อไป ระหว่างวิ่งเห็นกองเชียร์ชาวต่างชาติมากมายไม่แพ้ชาวญี่ปุ่น ผมพยายามมองหาธงชาติไทยข้างทางไม่เห็นเลย แต่ก็ได้พบรุ่นน้องวิศวะฯ มช.คนหนึ่งที่มาศึกษาต่อที่โตเกียวพอดี ประกอบกับคุณภรรยาและลูกสาวก็รอเชียร์อยู่ที่กิโลเมตรที่ 30 เช่นกัน... บอกเลยครับว่ากำลังใจมันเอ่อล้น เพียงแค่ได้ยินเสียงเชียร์ภาษาไทย น้ำตาแทบไหลครับท่านผู้ชม!!

 

tky14

 

ตลอดทางวิ่ง ผมจะวิ่งแซงชาวบ้านขึ้นมาตลอดครับ เพราะ Start บล็อก E วิ่งไปวิ่งมามีแต่คนบล็อก A กับ B อยู่รอบๆ (ที่ทราบเพราะมีตัวอักษรบอกอยู่ที่ Bib ของทุกคนครับ) เมื่อถึงระยะ 7 – 8 กิโลเมตรสุดท้าย ผมเริ่มออกอาการครับ เริ่มปวดขาปวดแขน ปวดทั้งตัวเลย ความเร็วเริ่มตก นึกขึ้นได้ว่าพก Energy Gel มาด้วย เลยแกะกิน 2 ห่อเลยครับ แล้วพยายามรักษาจังหวะไปเรื่อยๆ ช่วงท้ายมีโดนสาวๆ แซงด้วยครับ ผมพยายามเร่งตามแล้ว แต่แอบรู้สึกจี๊ดๆ ที่ต้นขาขวา เลยวิ่งประคองไปเรื่อยๆ ดีกว่า... 500 เมตรสุดท้ายกองเชียร์บ้าคลั่งมากครับ... ผมปวดไปทั้งตัวและเจ็บแปลบที่ต้นขาเล็กน้อย ยังมีแรงฮึดที่จะวิ่งให้เร็วขึ้นอีกซักนิดก็ยังดี และแบกรับความปวดเมื่อยไปจนกระทั่งเข้าเส้นชัย มองนาฬิกาตัวเองอยู่ที่ 3 ชั่วโมง 5 นาที พลันคิดเล่นๆ ในใจว่าอันนี้ผ่าน Boston มั้ยวะเนี่ย 5555+

 

tky15

 

สิ่งที่น่าสนใจของงานวิ่งงานนี้คือ หลังจากจบงาน 1 เดือน จะมีใบ Certificate และ Info Graphic เกี่ยวกับข้อมูลเชิงลึกส่งมาให้เรา Download ไว้ด้วย โดยข้อมูลละเอียดถึงขั้นที่ว่า เราแซงมากี่คนในแต่ละช่วงกิโลเมตร, จังหวะเข้าเส้นชัยมีคนหน้าเรากี่คน หลังเรากี่คน, อายุเท่าไหร่บ้าง, คนที่เพศเดียวกันอายุเท่ากันเป๊ะๆ มาวิ่งกี่คน และคุณได้ที่เท่าไหร่ (สำหรับโตเกียวมาราธอนปีนี้ ผู้ชายอายุ 34 ปีมาวิ่ง 644 คน ผมมาเป็นอันดับที่ 61 ฮูเร!!!) 

 

tky16

 

สรุป... ผมเป็นนักดนตรีที่อยากวิ่งเพื่อสุขภาพ มาราธอนแรกโดนเพื่อนป้ายยา แล้วก็ยาวมา 4 มาราธอน ก่อนตัดสินใจหาคนเทรนเพื่อวิ่ง 10 กิโลเมตรให้เร็วขึ้น แล้วก็โชคดีได้มาวิ่งมาราธอนที่ 5 ที่โตเกียว... โปรแกรมต่างๆ ที่ซ้อมมาสำหรับแข่ง 10 กิโลเมตรเป็นเวลาหลายเดือน ช่วยเปลี่ยนให้ร่างกายของผมเป็นสภาพร่างกายของนักกีฬา ไม่ใช่นักปาร์ตี้ สิ่งนี้สำคัญมากครับ เพราะมันเป็นพื้นฐานของการเตรียมตัวสำหรับมาราธอนที่โตเกียว ที่ต้องปรับตารางการซ้อมให้เป็นโปรแกรมสำหรับวิ่งมาราธอนที่ไกลกว่ามินิมาราธอนถึง 4 เท่า ซึ่งผลที่ได้คือ นอกจากเวลาที่ดีมากๆ ในสายตาหลายคนแล้ว ระหว่างทางผมยังรู้สึกสนุกกับการวิ่งในทุกๆ ก้าว และยังได้ซึมซับบรรยากาศที่สุดอลังการของโตเกียวมาราธอนอีกด้วยครับ

 

tky16

 

ขอขอบคุณสมาชิกมินิทัวร์ คุณเอศรีภรรยา และน้องณกานต์ลูกสาวคนดี ที่บอกไว้ก่อนแล้วว่าถ้าได้มาโตเกียวจริงๆ จะพาไปเล่นหิมะและจะปั้นโอลาร์ฟให้... ขอบคุณโค้ชปั่น จันทบุรี ที่คอยดูแลและจัดตารางให้ตลอดครับ... ขอบคุณเพื่อนๆ กลุ่ม #Runไม่เว้นวรรค ที่เชียร์กันมันหยด ผมกลับมาอ่าน Facebook ย้อนหลังนี่ลุ้นกันสนุกจริงๆ (เขามีระบบโพสต์ FB ทุกๆ 10 กิโลเมตรเหมือนกับงาน CMU ครับ) และขอขอบคุณพี่โหน่ง บอสใหญ่ผู้ที่เปิดโอกาสให้ผมได้มาเล่าประสบการณ์ผ่านตัวหนังสือใน HIP ฉบับนี้นะครับ...

 

สำหรับพี่ๆ น้องๆ ที่อยากทราบเรื่องราวของ Tokyo Marathon 2018 จากผมเพิ่มเติม สามารถหาได้จากแฮชแทค #luisruntokyo นะครับ ผมโพสต์เล่าเป็นตอนๆ ค่อยๆ มาทีละเรื่อง ไม่แน่ใจว่าตอนที่หนังสือฉบับนี้ออกมาผมจะเขียนจบหรือยัง และยังสามารถติดตามกันได้ที่เพจ #วิ่ง10kใน40นาที เพื่อพูดคุยกันเรื่องวิ่ง และเพจ Luis Sethakorn เพื่อพูดคุยกันเรื่องดนตรีครับ ไว้พบกันตามสนามกีฬานะครับ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีครับ

 

รักนะ

 

หลุยเอง

 

เรื่อง :  Karn Luis Sethakorn
ภาพ :  Karn Luis Sethakorn / Tokyo Marathon 2018

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai