Skip to main content

THE PACE MAKER : นักวิ่งผู้เป็นนาฬิกาให้แก่นักวิ่งทุกคนในสนามแข่งขัน

1,847

หลายๆ คนที่เคยไปวิ่งตามงานวิ่งใหญ่ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะงานที่มีระยะไกลๆ อย่างฮาล์ฟมาราธอน หรือแม้กระทั่งฟูลมาราธอน เราจะเห็นนักวิ่งกลุ่มหนึ่ง ที่จะแต่งตัวเป็นชุดสีเดียวกันหรือเป็นธีมเดียวกัน แล้วติดสัญลักษณ์บอกเวลาอยู่ตามตัว หรือเป็นอุปกรณ์เด่นชัด ซึ่งบ้านเราก็จะเป็นลูกโป่งที่มีสีสันฉูดฉาด ลอยอยู่เหนือหัวพวกเขาเป็นจำนวนมาก และมีเลขบอกเวลาติดลูกโป่งเป็นเลขต่างๆ แล้วก็วิ่งออกตัวไปพร้อมนักวิ่งไปเป็นชุดๆ

 

run

 

run2

 

ผมว่าคนที่เคยเห็นครั้งแรกคงสงสัยเหมือนกันแหละ ว่า เอ๊ะ! เขาทำเพื่ออะไรหว่า บ้างก็เรียกว่าเป็นนักวิ่งแฟนซี แต่งตัวเพื่อเรียกสีสันภายในงานบ้างล่ะ แต่งตัวเอาสนุกบ้างล่ะ ซึ่งอันที่จริงแล้ว เขาเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทต่อตัวงานวิ่ง และเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญต่อนักวิ่งมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

 

‘เพซเมกเกอร์’ หรือ ‘เพเซอร์’ ที่บ้านเราเรียกกันติดปาก หากแปลกันตรงตัวเลย คือ ผู้สร้างเวลาวิ่ง (Pace แปลว่าก้าวเดิน แต่หากเรียกในศัพท์การวิ่งแล้ว มันคือ อัตราการวิ่ง นับเป็นนาทีต่อกิโลเมตร) บทบาทของพวกเขาคือ การวิ่งด้วยความเร็วที่คงที่ให้มากที่สุด อาจจะมีเร่งบ้าง ผ่อนบ้าง ตามโอกาส เพื่อให้เข้าถึงเส้นชัยตามเวลาที่กำหนด 

 

run 3

 

run 4

 

แล้วพวกเขาสำคัญต่อนักวิ่งอย่างไร ? นักวิ่งเองก็จะได้รู้ว่า ตอนนี้หากตัวเองวิ่งอยู่ด้วยความเร็วเท่านี้แล้ว ตัวนักวิ่งจะสามารถวิ่งจบได้ด้วยเวลาเท่าใด เช่น นาย ก. อยากวิ่งฮาล์ฟมาราธอนให้ได้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ดังนั้น นาย ก. ต้องมองหาลูกโป่งหรือกลุ่มเพเซอร์ที่ระบุเวลา 2 ชั่วโมงให้เจอ และวิ่งแซงเพเซอร์ชุดนี้ไปให้ได้จนจบ หรือ นางสาว มม. กำลังวิ่งฟูลมาราธอนอยู่ แล้วพบว่า ชุดเพเซอร์ 4:30 ชั่วโมง กำลังวิ่งผ่านไป นางสาว มม. ต้องรู้ตัวแล้วว่า หากยังวิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิม แล้วเพเซอร์กลุ่มนี้วิ่งห่างไปเรื่อย ๆ เธอจะจบมาราธอนด้วยเวลามากกว่า 4:30 ชั่วโมง เป็นต้น

 

แล้วเพเซอร์เป็นใคร? มาจากไหน? และทำไมเขาถึงมาเป็นเพเซอร์ได้?

 

เพเซอร์ก็เป็นนักวิ่งธรรมดาทั่วไปนี่แหละครับ ไม่ต้องถึงกับมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่การเป็นเพเซอร์ต้องดูที่ความสามารถของตัวเอง ว่าการที่เขาจะวิ่งในระยะที่เลือกนั้น เป็นไปได้หรือไม่? เพราะเพเซอร์จะต้องวิ่งด้วยอัตราความเร็วที่ค่อนข้างคงที่ และต้องมั่นใจได้ว่าเขาสามารถจบการแข่งขันได้ด้วยเวลาที่เขาเลือก

 

run 5

 

run 6

 

run 7

 

การคัดเลือกเพเซอร์นั้นมีปัจจัยหลายอย่าง อย่างผู้เขียนเองเป็นหนึ่งในผู้คัดเลือกเพเซอร์ให้งาน CMU Chiang Mai Marathon มาตลอด 3 ปี ปัจจัยที่ผมจะเลือกเพเซอร์นั้น มีดังนี้

  1. เพเซอร์ต้องมีประวัติเวลาที่ดีกว่าเวลาที่ตัวเองเลือก เช่น นาย อ. ต้องการสมัครเพเซอร์มาราธอน 3:45 ชั่วโมง นาย อ. ต้องเคยวิ่งมาราธอนจบต่ำกว่า 3:45 ชั่วโมง มาแล้วอย่างน้อย 2 - 3 สนาม ในเวลาไม่เกิน 2 ปี นับจากวันสมัคร
  2. เพเซอร์ต้องมีความเป็นมิตรไมตรีและมีน้ำใจมากกว่าปกติ เพราะว่าต้องคอยให้กำลังใจนักวิ่งคนอื่นๆ ระหว่างทางเสมอ และต้องสามารถช่วยเหลือคนที่ลำบากได้โดยที่ตัวเองไม่ลำบาก
  3. ต้องสามารถเข้ากับทีมได้ดี และในทีมเพเซอร์เองก็ต้องมีความเข้ากันได้ดี ไม่แบ่งแย่งแข่งขันกันเอง ต้องช่วยเหลือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 
  4. สำหรับตัวผมเองหรือผู้คัดเลือก จะมีอีกอย่างที่จะให้คะแนน นั่นคือความตั้งใจจริงของผู้สมัคร บางครั้งเราไม่ได้ดูที่ความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่จะดูที่ความตั้งใจ ดู Passion ที่เขาแสดงออกมาเพราะหลายครั้งที่ผมทำการคัดเพเซอร์ จาก 300 กว่าคนจนเหลือเพียง 55 คนนั้น ผมจะดูที่ความตั้งใจ บางคนไม่เคยวิ่งทำเวลาได้เร็วขนาดนี้ แต่ผมจะให้การบ้านเขาไป เพื่อให้เขาสามารถพิสูจน์จนผมมั่นใจว่า เขาจะสามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ เพราะแน่นอนว่าเราไม่ต้องการคนที่ทำงานเก่งอย่างเดียว แต่เราอยากได้คนรุ่นใหม่ ที่มีหัวใจพร้อมส่งต่อความรู้สึกที่เรามีให้แก่เขาไปสู่นักวิ่งคนอื่นๆ อีกด้วย

run 8

 

run 8

 

ดังนั้นเพเซอร์ที่ผมจะเลือก ส่วนใหญ่ จะเป็นทีมที่ต้องมีความเข้าขากันได้ดีเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะหาปัจจัยอื่นๆ ต่อๆ ไป ไม่ใช่ว่าเอาความเร็วได้ก่อนเป็นหลัก เพราะนั่นจะทำให้ทีมเสียสมดุลบางอย่างไป ในความคิดของผมเอง

 

run 9

 

run 10

 

run 11

 

run 12

 

แล้วเพเซอร์ต้องทำอะไรบ้าง ?

 

หน้าที่ของเพเซอร์ ตามที่ผมได้บอกไว้ในตอนต้น คือวิ่งตามเวลา แต่อันที่จริงมันมีอะไรมากกว่านั้น การที่นักวิ่งจะวิ่งได้ตามเวลานั้นมันไม่ง่ายเลย เพราะ 

  1. อย่าลืมว่านักวิ่งเหล่านี้ คือนักวิ่งที่เคยทำเวลาได้เร็วกว่านี้มาก การลดความเร็วลงมานั้น สิ่งที่เพเซอร์จะประสบเลยก็คือความเมื่อยจากการวิ่งนานๆ และทำให้ล้ามากกว่าปกติ
  2. เพเซอร์จะต้องวิ่งด้วยความเร็วคงที่ แม้ว่าจะเจอเนินขึ้นลงมากขนาดไหน พวกเขาก็ต้องทำให้ได้
  3. ต้องแบกลูกโป่ง หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่ามันแบกยังไง ลูกโป่งมันลอยเหรอ? จริงๆ แล้วคำว่าแบกในที่นี้คือ ต้องทนเสียงลูกโป่งตีกันไปตลอดทางครับ บางท่านก็จะรำคาญอยู่หน่อยๆ
  4. ต้องทนใส่ชุดที่ตัวเองไม่ค่อยถนัด เพราะเพเซอร์จะโดนบังคับให้ใส่ชุดที่ทีมงานให้มา เพื่อเป็นกิมมิกของงาน (ยกเว้นเพเซอร์แฟนซี จะแต่งตัวมาตามถนัดเลย)
  5. เพเซอร์ต้องมาฟังบรีฟ + มาถึงงานก่อนเวลาที่กำหนด เพื่อเตรียมตัวให้เรียบร้อยก่อนเข้าสู่สนามแข่ง
  6. เพเซอร์ต้องมีแรงเหลือที่จะช่วยเชียร์นักวิ่ง (หรือเรียกกันว่าลูกค้า) เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่นักวิ่งที่เข้าแข่งขันระหว่างทาง บางท่านก็พกสเปรย์ไปด้วยเผื่อเจอนักวิ่งบาดเจ็บ
  7. หากเพเซอร์เจ็บ เพเซอร์จะต้องทำการ ‘ปล่อยโป่ง’ ในที่นี้คือการตัดลูกโป่งของตัวเองปล่อยทิ้งไป ในกรณีที่เพเซอร์คนนั้นไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ตลอดจนจบงาน เพื่อไม่ให้นักวิ่งสับสน (เพเซอร์ส่วนใหญ่จะไม่ยอมทิ้งโป่งตัวเองเด็ดขาด หากไม่เจ็บจริงๆ)
  8. เพเซอร์ต้องเสียสละที่จะไม่รับถ้วยรางวัลอันดับ เพราะต้องวิ่งตามเวลาที่ได้รับมอบหมาย แทนที่จะวิ่งด้วยความเร็วของตัวเองจริงๆ 
  9. เพเซอร์ทุกคนจะต้องพก Pace Chart ในการควบคุมเวลาจากผู้เข้าแข่งขัน และจะต้องมีการเช็คก่อนแข่งว่าระยะตรงไหม เพราะจะได้คำนวณ Pace ที่ใช้วิ่งได้ถูกต้อง (บางงานเป็นกระดาษ บางงานก็เป็น Tattoo Sticker) เพเซอร์จะมีอีกชุดหนึ่ง เป็นชุดพิเศษที่เรียกกันว่าชุดเก็บกวาด (Sweeper) นักวิ่งเพเซอร์ชุดนี้จะวิ่งตามเวลา Cutoff ของงาน (วิ่งตามเวลาที่กำหนดให้เป็นเวลาสุดท้ายของงาน หรือวิ่งปิดงานนั่นเอง) นักวิ่งชุดนี้ ในสายตาของผมคือนักวิ่งชุดที่ทรมานที่สุด หากเป็นงานที่มีระยะมาราธอน นักวิ่งชุดนี้จะต้องวิ่ง 7 ชั่วโมง บางงานถ้าตัดตัวที่ 8 ชั่วโมง ก็จะต้องวิ่งกันถึง 8 ชั่วโมงเลยทีเดียว เรียกว่าแทบจะเดินกันแล้ว แถมแดดก็ร้อน ชุดนี้ต้องทนร้อนไปด้วย บางงานก็จะมีการเตรียมครีมกันแดดให้ ไม่ก็พกร่มไปเลยเพื่อบรรเทาความร้อนของบ้านเรา และที่สำคัญ เมื่อชุดนี้เข้าเส้นชัยแล้ว ก็เรียกว่าแทบจะปิดงานนั้นได้เลย เพราะเมื่อชุดนี้เข้าเส้นชัย ก็คือหมดเวลาของงานพอดี นักวิ่งชุดนี้จึงต้องมีความอดทนสูงมากจริงๆ ครับ 

run 13

 

run 14

 

สังเกตไหมว่า การเป็นเพเซอร์นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ  ต้องเสียสละเวลาของตัวเองเพื่อเป็นเวลาของคนอื่น นอกจากเพเซอร์จะเป็นสีสันของงานแล้ว ในมุมมองของผม เพเซอร์ยังเป็นผู้ที่จุดประกายความหวังและจุดไฟให้กับนักวิ่งที่มีเป้าหมายจะทำเวลาในสนามนั้นๆ ด้วย หลายๆ ครั้งที่ผมเห็นคนท้อแท้ แล้วเขามองลูกโป่งจนกลับมามีแรงฮึดวิ่งอีกครั้ง กระทั่งถึงเส้นชัยไปพร้อมๆ กับเพเซอร์ หลายๆ ครั้งผมเห็นนักวิ่ง วิ่งเข้ามาขอบคุณเพเซอร์ บ้างก็เข้ามากอด มาขอบคุณ ขอถ่ายรูป ดั่งเขาเป็นฮีโร่ของนักวิ่ง 

 

run 15

 

ตัวเพเซอร์เอง หลังจากรับหน้าที่ไปแล้ว หลายๆ คนก็เริ่มเข้าใจนักวิ่งมากขึ้น เริ่มเห็นอะไรที่เขาไม่เคยเห็นตอนวิ่งไวๆ แบบไม่สนใจอะไร ในวันที่คนที่เป็นเพเซอร์ต้องวิ่งให้ช้าลงเพื่อเป็นเวลาของคนอื่น เขาจะมีเวลาที่จะได้มองไปรอบ ๆ ตัวมากขึ้น จะได้เห็นอะไรมากขึ้น และเขาจะเริ่มเข้าใจคนอื่นมากขึ้น

 

run 16

 

  • การเป็นเพเซอร์ ก็เหมือนกับการวิ่งนำหน้าตัวเองในอดีต 
  • เพราะเราเคยวิ่งช้ามาก่อน 
  • วันนี้เราวิ่งเร็วกว่าตัวเองในเมื่อวาน 
  • แล้วทำไมเราไม่อยากให้เขาวิ่งเร็วเท่าเราวันนี้ล่ะ? 
  • ให้กำลังใจ แล้วเกาะโป่งไปด้วยกัน เพราะเราจะพาคุณเข้าเส้นชัยไปพร้อมๆ กัน 

ในมุมมองของทีมผู้จัดงานอย่างผม เพเซอร์ คือผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิ่งที่มีฝัน ผู้ซึ่งมีเป้าหมายในชีวิต ไม่ว่าจะออกมาวิ่งเพื่อทำเวลา หรือออกมาวิ่งเพื่อลืมอะไรบางอย่างในชีวิตที่ไม่ดี มันเป็นการจำลองชีวิตแบบเบาๆ เหมือนกับว่าเป้าหมาย (ซึ่งก็คือเวลาที่เราอยากได้) รออยู่ข้างหน้า เราจะสู้ต่อเพื่อคว้ามัน หรือว่าจะปล่อยให้มันค่อยๆ จากไปจนลิบตา 

 

มันอยู่ที่ตัวของคุณ คุณเลือกเอง และคุณต้องพยายามเพื่อตัวของคุณเอง

Profile picture for user Sillawat512

Sillawat Sathorn

ใครๆเรียกผมว่า 'อาเหลียง' สามารถเจอได้งานวิ่งหรือบางทีอาจจะเห็นผมนั่งจิบกาแฟหล่อๆซักแห่งก็เดินเข้ามาทักทายได้ ถ้าหากใครมีปัญหา สงสัยเกี่ยวกับการแข่งขันไตรกีฬาหรือวิ่ง สามารถสอบถามมาได้ที่อีเมล์ Sillawat512@gmail.com หรือ Facebook : Sillawat Sathorn ได้เลยนะครับ ยินดีให้คำแนะนำครับผม 😊