Skip to main content

[HIP Bike] FIO WATCHAN ป่าสนวัดจันทร์ อ.อ.ป.

59

สวัสดีชาว ‘ฮินานุฮิพ’ ทุกท่านครับ ฉบับนี้ผมจะพาท่านซ้อนท้ายจักรยานไปพบประสบการณ์ (ประสบกรรม) สุดพิเศษที่มีชื่อทริปว่า ‘ป่าสนวัดจันทร์ ฉันไม่รู้ว่าจะรักหรือเกลียดเธอดี’ ครับ คืออีตอนแรกเนี่ยก็ไม่ได้คิดว่ามันจะพีกอะไรหรอกครับ แต่พอเจอหน้างานจริงละแหมมมมม มิหนำซ้ำพอปั่นจบปุ๊บกดดู STRAVA คุณพระ! ทุบสถิติไปหลายหัวข้อเชียวพ่อคุณเอ๊ย ก็เลยนำเอาบรรยากาศที่ขอบสวรรค์ (ติดเขตนรก) มาเล่า (เขียน) ให้ฟัง (อ่าน) กันครับ

 

bpe1

 

สถานที่แห่งนี้เรียกว่า ‘ป่าสนวัดจันทร์’ แผ่หราอยู่บนอำเภอกัลยาณิวัฒนา เมื่อก่อนโน้นเป็นแค่ตำบลนึงของอำเภอแม่แจ่ม แต่อัพเกรดตัวเองมาเป็นอำเภอด้วยเหตุผลทางการเมืองการปกครองอะไรทำนองนั้นน่ะ เราสามารถมาที่นี่ได้จากสองเส้นทางคือ ทางแรก จากอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และทางที่สะ สะ สะ สองงง จะ จะ จะ จาก ทะ ทะ ทาง สะ สะ เมอ เมิง (ขอโทษครับ พอพูดถึงเส้นทางแล้วมันเกิดอาการเครื่องสะดุด หน้ามืด ปวดแข้งปวดขากระทันหันน่ะ แฮ่!)

 

ย้อนหลังกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ‘ป่าสนวัดจันทร์’ เป็นชื่อที่เคยมีคนบางใครพูดถึงในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวแถวๆ ปาย ตอนนั้นผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย ก็แค่ฟังผ่านหู ภาพตัดไปเมื่อสองปีก่อน ได้มีโอกาสไปจัดงานแข่งจักรยานเสือภูเขาทางเรียบที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งนั้นผมต้องออกแบบเส้นทางสำหรับการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ โดยมีโจทย์ว่าจะต้องปล่อยตัวจากตัวเมืองปาย แล้ววนเป็นวงให้ได้ระยะทางตามที่ผู้สนับสนุนงานกำหนด เราจึงได้ทำเส้นทางวนอ้อมไปจนเจอป้าย ‘ป่าสนวัดจันทร์’ ตอนนั้นผมก็ยังไม่เอะใจหรอกครับ จนกระทั่งวันหนึ่งไม่นานมานี้ โทรศัพท์ฉลาดก็คำรามก้อง เสียงในสายนั้นบอกผมว่า “ทางไปป่าสนวัดจันทร์ทำถนนลาดยางเสร็จเรียบร้อย เสือหมอบไปได้แล้ว! ไปลองกัน” ผมก็ตกลงสิครับ ก็แค่ป่าสนวัดจันทร์ที่อยู่ก่อนถึงปายไง แหมมมม ก็เราปั่นไปปายได้ตั้งหลายครั้งแล้ว กะอีแค่สถานที่ที่อยู่ก่อนถึงปาย มันจะไปยากอะไรฟะ ลุยสิ!

 

bpe2

 

นรกไม่เคยอะลุ่มอล่วยให้กับคนประมาท


สองวันก่อนไป ผมมารู้เส้นทางการปั่นของเราจากสายโทรศัพท์นิรนามนั้นว่า... “เจอกันหน้าสนามกีฬา 700 ปี เราจะปั่นไปทางแม่ริม - สะเมิง แล้วไปป่าสนวัดจันทร์จากสะเมิง”

 

ตาผมแทบถลนก่อนตอบกลับไปว่า “อ้าว ไม่ได้ไปทางปายแล้วไปแวะป่าสนวัดจันทร์หรอกเหรอ?”

 

โทรศัพท์โวยวายกลับมาว่า “เราจะไปทางสะเมิง! นึกว่าบอกไปแล้วซะอีก ทางร้อยกว่ากิโล ระยะไต่แค่สามสี่พันเมตรเอง เอาเป็นว่าถ้าปั่นไม่จบมึงไม่ต้องมาคุยกับกูนะ!” ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด (ผู้ออกแบบเส้นทางก็จะใครที่ไหนล่ะ Route Designer เจ้าของฉายา ‘มารซาดิสม์’ ที่สร้างชื่อจากผลงานต่างๆ ของทีมซอยตันหรรษา โปรไฟล์ระดับที่เคยพาคนเป็นร้อยไปเดินจูงจักรยานกันตามเขาตามดอยต่างๆ ทั่วภาคเหนือนั่นแหละ! แต่ในคอลัมน์นี้ผมจะขอสงวนนามที่แท้จริงของท่านไว้ เพราะท่านเป็นถึงอาจารย์ด็อกเตอร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังของเชียงใหม่ เดี๋ยวจะทำให้ภาพลักษณ์ทางอาชีพการงานแกสั่นคลอนเอา แฮ่!)

 

bpe3


(ชิบหายแล้วครับคุณผู้ชม!) ในวงเล็บของเสียงอุทานที่ก้องกึกอยู่ในห้วงมโนคิด เอาวะ! โยนเงินเดิมพันไปแล้ว ถ้าชักกลับโดนโห่
ตายเลย ว่าแล้วก็ซ้อมสิครับ วิธีซ้อมก็ไม่ยากครับ วิ่งวันละ 5 กิโลเมตร และปั่นขึ้นดอยกอม (แค่บางวัน) ด้วยความเร็วระดับลุงใส่รองเท้าผ้าใบปั่นเสือภูเขาแซง ทำแบบนี้ได้สองสัปดาห์ รู้สึกว่าร่างกายสดชื่นพร้อมลุย แฮ่! (ก็กล้าพูดเนาะ) มิหนำซ้ำยังปลอบใจตัวเองอีกว่าไม่เป็นไรหรอก อย่าไปซีเรียสมากนัก ปั่นทริปท่องเที่ยวกับเพื่อนฝูงวันหยุด สบายๆ คิดอะไรมากวะ


นรกไม่เคยอะลุ่มอล่วยให้กับคนประมาท

 

พอถึงวันจริง เราเริ่มต้นกันตอน 6 โมงเช้า ที่จุดนัดพบสนามกีฬา 700 ปี ฝากกระป๋งกระเป๋าที่ไม่จำเป็นสำหรับการปั่นใส่รถเซอร์วิสไว้ แล้วพวกเราทั้ง 7 จึงเริ่มออกเดินทางสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีก!!! เราหันหัวรถขึ้นทางเหนือ ปั่นแบบเรียบๆ สบายๆ ไปทางอำเภอแม่ริม แต่เลี้ยวเข้าถนนเส้นเลี่ยงถนนใหญ่ที่กองพลทหารราบที่ 7 หรือเรียกกันคุ้นหูว่าเส้นวัดป่าดาราภิรมย์ จุดแวะที่แรกของเราคือเซเว่นฯ แม่แรม ใครจะโหลดใครจะตุนอะไรก็ตามสะดวก เพราะว่าหลังจากนี้เราจะทำการบรรเลงท่อนอินโทรกันแล้ว สำหรับใครที่เคยปั่นเส้นทางสะเมิงคลาสสิคกันมาแล้วคงพอนึกภาพออกนะครับว่าสิ่งที่เคยทำให้เราทรมานสุดๆ ในวันนั้นน่ะ วันนี้มันเป็นได้แค่เมนูเรียกน้ำย่อย! เป็นได้แค่ท่อนอินโทรเพลงร็อคสี่กระเดื่อง!!! พอคิดแบบนี้ได้ก็สบายใจ

 

bpe4

 

bpe5

 

ดีเหมือนกันแฮะ มันดูเบาหวิวกว่าที่เคยเชียวล่ะ 555 น้องๆ แน้งๆ มากันจนถึงโป่งแยง ที่นี่เราแวะเซเว่นฯ กันอีกครั้ง หลายๆ ใครที่ร่วมทริปเริ่มโหลดอะไรที่เรียกว่าอาหารเช้า แต่บางใครก็ยัง เพราะเรานัดกันไว้ว่าเดี๋ยวจะไปกินข้าวกันอย่างซีเรียสลี่ที่สะเมิง จากเซเว่นฯ โป่งแยงไปจนถึงจุดแวะพักต่อไปก็คือ จุดชมทิวทัศน์ป่าสะเมิง หรือที่เหล่าเสือน่องเป่งทั้งหลายเคยคุ้นรูปากว่า ศาลาแปดเหลี่ยม ใครต่อใครที่ปั่นวนรอบสะเมิงก็จะต้องมาแวะถ่ายรูปกันที่นี่เสมอ เราก็เลยแวะบ้าง เอ่อ อันที่จริงแล้วเริ่มเหนื่อยครับ แฮ่! หลังจากศาลาแปดเหลี่ยมเราดิ่งลงดอยกันแบบสบ๊ายสบายมาจนถึงสามแยกป้อมตำรวจ คราวนี้เราเลือกเลี้ยวขวาเพื่อไปอำเภอสะเมิง (ปกติจะเลี้ยวซ้ายไปอำเภอหางดง)

 

ไหลลงแบบเพลินๆ จนไปถึงตัวอำเภอสะเมิง จ๊ะเอ๋! เจอขบวนแห่เทศกาลสตรอเบอรี่ประจำปีพอดีเลย บรรยากาศคึกคักมาก เลยต้องเลี่ยงการปิดถนนไปจนเจอร้านก๋วยเตี๋ยวแห่งนึง อ่ะ โอเค ร้านนี้แหละ ลุย! ใครบางคน (ที่แอบดูสปอยล์หนังเรื่อง ‘วัดจันทร์ ฉันรักเธอ’) บอกพวกเราว่า “อยากกินอะไรก็กินไปเลย กินเยอะๆ เลยเน่อ หลังจากนี้เราคงต้องลำบากกันนิดหน่อย!” ผมเลือกข้าวไข่เจียวหมูสับ แม้ว่าทางร้านจะโคตรภูมิใจนำเสนอก๋วยเตี๋ยวต้มยำซุปกระดูกออกนอกหน้าแค่ไหนก็ตาม แต่ผมไม่กล้าแบกเอาความทรมานแนวเจ็บท้องใกล้คลอดไปด้วยระหว่างปั่น 555 ดังนั้น เพลย์เซฟ อย่ากินอะไรหวือหวานัก

 

bpe6

 

เราเดินทางจากตัวเมืองสะเมิงด้วยจิตใจทรนง ฮึกเหิม และจมูกบานเข้าบานออกเหมือนกระทิงเขี่ยพื้น จนกระทั่งคนบางใครพูดขึ้นมาว่า “ดูแลตัวเองเน่อ เราคงจะจบทริปกันประมาณบ่ายสาม” เฮอะ ใครจะไปเชื่อ นี่แพะภูเขานะครับ ออแดกซ์ 200 กิโลฯ ไต่ 2,000 เมตรก็ลุยมาแล้ว ให้เกียรติกันหน่อยนะฮะ

 

นรกไม่เคยอะลุ่มอล่วยให้กับคนประมาท

 

แควก! มองไปทางไหนก็เจอแต่ภาพยนตร์เรื่อง ‘ซิปแตก แหวกหนีนรก’ แดดร้อนๆ เนินชันๆ ทุกคนแหกเสื้อแหกผ้าปั่นกันเป็นทิวแถว ลมอุ่นๆ ตีเข้ามาที ปลิวไสวสวยงามยิ่งนัก! เราไต่ ไต่ ไต่ แล้วก็ไต่ เรียกว่าไต่แบบพหูพจน์ซะจนต้องเอ่ยคำหยาบแบบฟุ่มเฟือยมาก 555 (นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า การสบถทำให้มนุษย์เราสามารถทนความเจ็บปวดได้มากขึ้นถึง 60% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความหยาบคายของคำ วลี หรือประโยคที่พ่นออกมา) เราจอดแวะร้านขายของชำข้างทางเพื่อแวะเติมน้ำ สารภาพตามตรงเลยครับ ทริปนี้ผมกินน้ำน้อยมาก ทำไมน่ะเหรอ? ก็นั่งปุ๊บตะคริวมา นั่งปุ๊บปวดหลังปั๊บ วิธีเดียวที่จะรอดคือ... ลุกขึ้นยืนสปรินท์ทุ่มน้ำหนักตัวลงไปช่วยผ่อนภาระในการกดลูกบันได เสียงเพลงที่วนเวียนอยู่ในหูที่อื้ออึงตอนนี้คือ ‘ทั้งรักทั้งเกลียด’ 555 แต่ก็ต้องยอมรับกันตรงนี้เลยว่า ช่วงที่ผ่านมาการเถลไถลเอาใจออกห่าจักรยานไปหมกมุ่นอยู่กับการวิ่งก็ถือว่าผลิดอกออกผลไม่น้อย เพราะทำให้ผมสามารถยืนสปรินท์ได้ยาวนานกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

 

bpe7

 

 พวกเรา 7 ประจันบานฟาดฟันเคี่ยวเข็ญกันมาถึงกิโลเมตรที่ 80 เราจอดแวะพักและกินข้าวที่ตำบลบ่อแก้ว ที่ร้านขายอาหารตามสั่งแห่งหนึ่ง ถ้าดูจากพฤติกรรมการกินของพวกเรา นี่เรียกว่าอาหารมื้อเที่ยง แต่นาฬิกาข้อมือนั้นเถียงคอเป็นเอ็น บอกว่านี่บ่ายโมงแล้ว! ไม่รู้แหละ ยังไงก็ต้องกิน! ร้านติดป้ายหราว่าผัดไทย โอ้ววว ผัดไทย! น่ากินเป็นบ้า! อันที่จริงแล้วอารมณ์นี้ถ้าเอากบโดนรถทับที่แห้งอยู่กลางถนนมาราดน้ำมันมะกอก โรยด้วยออริกาโน่อิแทเลี่ยน ผมเชื่อว่ามีคนกิน! ดีไม่ดีทั้งหมดนี้จะแย่งกันกิน!

 

ท่านผู้อ่านรู้มั้ยครับว่าเกิดอะไรขึ้น? โลคอลเชฟของเรานวยนาดมาด้วยวิถีแบบ เชียงใหม่ Slow Life เอ่อออ ลุงฮะ ทำกับข้าวหรือฟ้อนเล็บฮะ นี่จะบ่ายสองแล้วฮะ!!! เพิ่งมาได้ครึ่งทาง ข้าวเที่ยงยังไม่ได้กิน สมาชิกได้แต่มองตากันปริบๆ จนแล้วจนรอด มาแล้วผัดไทยอาหารขึ้นชื่อ (หมายถึงชื่อขึ้นป้ายใหญ่มาก) ด้วยความหิวและรีบ เรารีบใช้ส้อมตวัดเส้นเข้าปาก... ถุ้ย!!! รสชาติโคตรไม่อร่อย แฉะเป็นสปาเกตตี้ซอสเนื้อ หวานซะแสบคอเลย! นึกว่าสั่งบัวลอยกุ้งแห้ง + ถั่วงอก แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ผัดไทยรสชาติริยำแบบนี้... พวกเรากินกันจนหมด แฮ่! นี่ไงล่ะที่เขาเรียกว่ากินกันตาย!

 

bpe7

 

เสร็จสิ้นผัดไทยฟ้อนเจิง แต่รสชาติแนวปัจเจกนิยม เราเหล่ตาดูนาฬิกา บ่ายสองแล้ว... เชี่ย! (กราบขออภัยท่านผู้อ่านด้วยนะครับ ...ผมไม่สามารถหาคำที่หยาบกว่านี้ได้แล้วจริงๆ) ไหนว่าจบบ่ายสามไง! เหลือระยะทางอีก (ตีซะว่า) ครึ่งนึง (60 กิโลเมตร) และระยะไต่ร่วม 2,000 เมตร ในฐานะศิลปินผู้มีจินตนาการแต่ไม่มีความรู้จึงเสนอทฤษฎีว่า เหลือระยะ 60 กิโลฯ เป็นทางลง 20 กิโลฯ งั้นลบ 20 ที่ไม่ต้องปั่นทิ้ง เหลือ 40 กิโลฯ ถ้าเราปั่นด้วยความเร็ว 40 กม./ชม. เราจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งจะจบเรื่องบ้าๆ นี้ได้ตอนบ่ายสามโมง ตรงตามกำหนดการเป๊ะ บางใครถามโพล่งขึ้นว่า “เมื่อกี้ปั่นความเร็ว 40 กม./ชม. กันเหรอ? กูก้มดูมิเตอร์วัดความเร็วได้แค่ 4 ฉะนั้น... เหลือ 40 กิโลฯ ด้วยความเร็ว 4 เราต้องใช้ 10 ชั่วโมง สรุปว่าจะจบทริปตอนเที่ยงคืน!!!” แล้วพวกเราก็ระเบิดหัวเราะกันขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าสมการโง่ๆ นี้ทำให้เราตลก และนักจิตวิทยาบอกว่าการหัวเราะจะช่วยทำให้เราลืมความเจ็บปวดได้... อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง แต่อย่าลืม! นักฟิสิกส์ระดับจักรวาล นักปรัชญาระดับโลก และหนุ่มขี้เหงาต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ… โอเค เตรียมทรมานกันต่อ!

 

ทันทีที่รถไหลออกจากร้านผัดไทยบรรลัยลิ้น ‘มาซาดิสม์’ หันมายิ้มหวานกับพวกเราแล้วบอกว่า “คิดง่ายๆ นะ เราเพิ่งมาได้ครึ่งทาง และเราจะต้องทำแบบเมื่อกี๊ทั้งหมดอีกรอบนึง” จบประโยคแกก็เอื้อมนิ้วไปกดชิฟเตอร์ยกโซ่ขึ้นฟาดเฟืองท้ายที่ใหญ่ขึ้น พร้อมกับสำแดงรอบขาระดับเอวกระต่าย และหายไปจากจอมอนิเตอร์ของพวกเราในที่สุด

 

bpe8

 

เอาวะ! ก็แค่ทำแบบเมื่อกี๊อีกรอบเอ๊งงงง / เอ๋งงงง (เสียงหมาโดนเหยียบขา) หรือข้าพเจ้าจะนำชื่อเสียงที่สั่งสมในยุทธภพมาทิ้ง ณ ที่แห่งนี้ แค่คิดก็อ้างว้างหัวใจเฉียบพลันแล้วเธอจ๋า ในใจก็คิดแต่ว่า รู้งี้ซ้อมอย่างงั้น รู้งี้จะเตรียมตัวอย่างงี้ หรือ รู้งี้กูนอนอยู่บ้านดีกว่า แฮ่!
    

นรกไม่เคยอะลุ่มอล่วยให้กับคนประมาท

 

พวกเราได้แต่มองตากันปริบๆ ไม่มีใครพูดอะไร เพราะต้องใช้ปากหายใจช่วย ลำพังแค่จมูกน่าจะไม่พอ! ความชันระดับเกิน 20% ดาหน้ากันมาต้อนรับเราไม่ขาดสาย มันจะมีกี่ครั้งในชีวิตเชียวครับ ที่เจอความชัน 12% แล้วรู้สึกว่า “ดีจังเจอทางเรียบ ได้พักแล้วโว้ยยยยย” ประสาทรับรู้ได้แหลกสลายไปแล้วสินะหนุ่มๆ – ค่อยๆ บรรจงยืนสปรินท์กดลูกบันไดด้วยอัตราส่วนเฟืองหน้าสแตนดาร์ด 39T และเฟืองท้าย 32T - ความเร็ว 4 กม./ชม. – รอบขา 35 rpm – หัวใจ Anaerobic!!! ลำขนาดเน่ออ้ายยยย ใครต่อใครขับรถผ่านไปผ่านมาต่างก็มองพวกเราด้วยสายตา 1. ว้าววว 2. ง่าววว ผมเชื่อว่าเราทุกคนพร้อมที่จะ DNF ออกจากวีรกรรมไปขึ้นรถเซอร์วิสทันที เพียงแต่ศักดิ์ศรีมันค้ำคอไง! นายก็ไปก่อนสิ ถ้านายเลิกเดี๋ยวเราขึ้นนั่งกระบะเป็นเพื่อนด้วยก็ได้ อายุจะสี่สิบ (บางคนเกิน) กันแล้วยังมาแหย่กันแบบละอ่อนน่อยอยู่เนาะ เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า... พวกเรายอมตาย ดีกว่าตกเป็นเหยื่อสังคมออนไลน์!!!

 

bpe8

 

จนท้ายที่สุด พวกเรา 7 ประจันบาน ก็ระห่ำไต่กันจนจบแบบไม่มีใครถอนตัว แบบหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก หวยออกแล้วววว มหากาพย์แห่งทรมานบันเทิง ระยะทาง 155 กิโลเมตร – สถิติใหม่! Moving Time 9:19:30 ชั่วโมง – สถิติใหม่! เวลาทั้งทริป 12 ชั่วโมง (6 โมงเช้า – 6 โมงเย็น!!!) – สถิติใหม่! ระยะไต่ Total Ascent 3,630 เมตร (ดอยอินทนนท์หันค้อนทันใด) – ทริปแบบนี้ มีผ่านๆ เข้ามาในชีวิตบ้างก็ดี แต่อย่ามาบ่อยนะ ลุงแก่แล้ว! 555

 

hip bike

 

เราจองเข้าที่พักกันที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ อากาศที่นี่หนาวมาก เราจึงรีบอาบน้ำกัน (อันที่จริงแล้วขี้จ๊ะตัวเองเพราะแต่ละคนเน่ามาก 555) เสร็จปุ๊บก็บรรเลงดินเนอร์กันชุดใหญ่ เราสั่งจองอาหารเย็นจากร้านอาหารที่ศูนย์ฯ ไว้สำหรับอิ่มแรก หลังจากนั้นจึงเป็นเวลาของอิ่มหลัง... ซึ่งทีมงานแม่บ้านหรรษาได้บรรจงจัดเตรียมไว้อย่างอลังการในนาม... มหกรรมปิ้งย่างนานาชาติ!!!

 

บทสนทนาหลังถ้วยน้ำจิ้ม แก้วไวน์ และแก้วเบียร์ ก็หนีไม่พ้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้ เอามาแชร์กัน เพราะตอนที่ปั่นนั้นแทบจะไม่มีใครได้คุยกันเลย 555 ใครเจออะไรกันมาบ้างเอามาแชร์กัน ปรากฏว่าไม่ค่อยมีใครได้ชมวิวกันเลย เพราะก้มหน้ากันตลอดทาง 555 แม้จะอยู่ในทริปในเส้นทางและบนจักรยานเหมือนกัน ทว่าประสบการณ์หรือมุมมองของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป แต่ถึงกระนั้น พวกเรามีความเห็นร่วมกันอย่างนึงว่า ถ้ามีทริปนี้อีก พวกเราจะอาสาเป็นรถเซอร์วิสให้ เพราะ... พวกกูเข็ดแล้ว!!! 555

 

bpe9

 

bpe10

 

bpe11

 

เพื่อตอกย้ำความสำเร็จให้กับความดิบเถื่อน เราจึงตื่นมาวิ่งคลายเส้นกันตอนเช้า ทีแรกเนี่ยตั้งใจว่าเอาสักพอดีๆ สัก 10 กม. ก็แล้วกัน พอพุ่งออกไปเจอแต่เขาเจอแต่ดอย โอเค! จบที่ 5 กิโลฯ เห๊อะ! ลุงแก่แล้ว! 555

 

bpe12

 

bpe13


แฟนานุแฟน HIP ที่สนใจอยากลองไปปั่นเส้นทางนี้อย่าเพิ่งตกใจนะครับ ก็ผมดันเล่าซะทรมานทรกรรมขนาดนี้ ใช่ครับ มันโหดร้ายจริงๆ แต่ผมเชื่ออย่างนึง ถ้าท่านอ่านมาถึงบรรทัดนี้ (แบบไม่ได้ฉาบฉวยแอบลัดมาอ่านช่วงท้าย) ผมเดาว่าเรามีอาการป่วยชนิดเดียวกัน มันคือการเสพติดความทรมาน เสพติดการสร้างวีรกรรมแนวโหดๆ เถื่อนๆ ยิ่งผ่านความยากลำบากมาได้แล้วมันชื่นใจเป็นบ้า ประเภทที่ตื่นมาพบอาการปวดเมื่อยตัวจนอุทานกับตัวเองว่า “เมื่อวานนี้กูไปต่อยกับบัวขาวมารึไงฟะ” แต่ดันรู้สึกดีกับอาการดังกล่าว มิหนำซ้ำนับวันยิ่งต้องเพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นด้วยแล้วล่ะก็... เราพวกเดียวกันว่ะ!

 

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าครับ

 

ปล. ใครจะไป ไม่ต้องชวนนะครับ ไม่ว่าง!!!

 

* คำคมประจำทริป “พอนะ! กูไม่มีอะไรให้ต้องพิสูจน์แล้วต่อจากนี้” 

 

เรื่อง / ภาพ : acidslapper และ Cheez Photo 

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai