Skip to main content

IS MAGAZINE DEAD? : คุยกับ ‘บรรณาธิการ’ ในยามร่วงโรยของ ‘นิตยสาร’

274

 

TEXT : ระพินทรนาถ

 

 

mag1

 

    คุณอ่าน ‘นิตยสาร’ ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?
    หลายคนคงตอบว่า “ก็กำลังอ่าน HIP อยู่นี่ไงล่ะ” (ยกเว้นแต่คุณกำลังอ่านเรื่องนี้ในโลกออนไลน์อยู่นะ) แต่ในขณะเดียวกัน เชื่อว่าคงมีอีกหลายคนที่ต้องทบทวนความจำ ว่าล่าสุดที่ได้พลิกหน้ากระดาษเปิดนิตยสารนั้นคือตอนไหน? 

 

    ในยุคที่ข่าวการปิดตัวลงของนิตยสารเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ตาม ‘ภูมิทัศน์สื่อ’ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบัน ก่อให้เกิดภาพที่ค่อยๆ กลายเป็นสิ่งคุ้นชิน อย่างการที่นิตยสารที่คุ้นเคยค่อยๆ ลาจากไปทีละเล่ม แผงหนังสือที่เคยมีนิตยสารมากมายให้เลือกอ่านกลับเหลือเพียงไม่กี่ฉบับ แถมพื้นที่วางนิตยสารก็มีแต่จะเล็กลงไปเรื่อยๆ ผู้คนพบเรื่องราวต่างๆ ที่ต้องการได้ด้วยการเลื่อนหน้าจอ ไม่ใช่การพลิกหน้ากระดาษ และเม็ดเงินในเชิงธุรกิจที่จะมาหล่อเลี้ยงนิตยสารใดๆ ก็ตามมีแต่จะลดลง ประโยคที่ว่า ‘นิตยสารกำลังจะตาย’ จึงดังขึ้นทุกครั้งที่มีข่าวนิตยสารประกาศปิดตัวลง


    นิตยสารกำลังจะตายใช่หรือไม่เป็นคำถามที่ต้องติดตามตอนจบกันต่อไป แต่ในยุคสมัยที่คงไม่ใช่ยุครุ่งเรืองของนิตยสารแน่ๆ ยังมีคนที่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำนิตยสารให้ออกมาพบกับผู้อ่านอยู่ เราจะเรียกสิ่งนี้ว่าความโรแมนติก, ไดโนเสาร์ตัวสุดท้าย หรืออะไรก็คงแล้วแต่มุมมองของแต่ละคน
    แต่ถ้าเราอยากรู้ว่าคนทำนิตยสารกำลังคิดอะไร และกำลังทำอะไรในยามร่วงโรยของสื่อสิ่งพิมพ์ คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็ต้องเป็น ‘บรรณาธิการ’  

 

 

EVERYTHING :
‘โอกาส’ ในความล่มสลาย 

 

 

mag2

 

EVERYTHING :
‘โอกาส’ ในความล่มสลาย 

    ในแวดวงของนักออกแบบและคนทำงานสร้างสรรค์แขนงต่างๆ ชื่อของ นนทวัฒน์ เจริญชาศรี เป็นที่รู้จักกันดีทั้งในฐานะผู้ก่อตั้ง DUCTSTOREthedesignguru ที่มีผลงานการออกแบบเด่นๆ มากมาย และการที่เขาเคยรับหน้าที่เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ให้กับนิตยสาร Wallpaper ฉบับภาษาไทย

 

 

mag3

 

 

    และเมื่อ Everything นิตยสารที่เขาทั้งลงทุน ออกไอเดีย และลงแรงทำ เริ่มออกเผยแพร่ ด้วยการแจกฟรีให้กลุ่มคนที่นนทวัฒน์บอกว่าเป็น ‘เพื่อนพ้องน้องพี่’ ที่รู้จักคุ้นเคยและอยู่ในแวดวงเดียวกัน สิ่งพิมพ์หน้าใหม่เล่มนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่มีคนจำนวนมากให้ความสนใจ ทั้งวิธีคิดในการทำงาน วิธีการนำเสนอและเนื้อหาที่แข็งแรง ไปจนถึงรูปเล่มและการออกแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจ
    “สองปีมานี้เรื่อง ‘สิ่งพิมพ์ตายแล้ว’ เป็นกระแสที่รุนแรงมาก เราได้เห็นการดับไปของสื่อหลายๆ เจ้า ในขณะที่เม็ดเงินโฆษณาก็เทไปหาสื่อออนไลน์มากกว่า ผลที่ตามมาก็คือนิตยสารมันหายไป เราชอบเรื่องการออกแบบ แต่ว่านิตยสารที่เกี่ยวกับ
การออกแบบไม่มีเลย เราก็เลยคิดว่านี่คือโอกาสสิ ถ้าเปิดตอนนี้ ทุกคนก็จะมาหาเรา เพราะว่าไม่มีคนอื่นแล้ว แล้วเราทำนิตยสารเป็น คิดว่าไม่แพ้ใคร เพียงแต่สิ่งสำคัญคือมันเป็นธุรกิจ ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้อยู่รอดได้” นนทวัฒน์เริ่มต้นการสนทนาระหว่างเขากับ HIP ณ ร้านกาแฟบนห้างหรูใจกลางเมืองหลวง

 

 

mag4

 


    นอกจากเห็นต่างว่าวิกฤตของวงการนิตยสารยังมีโอกาสซ่อนอยู่แล้ว นนทวัฒน์ยังเชื่อว่าเขามี ‘ต้นทุน’ หลายอย่างที่เอื้อต่อการเริ่มต้นทำนิตยสารสักเล่มขึ้นมา “นิตยสารเป็นอีกเรื่องที่เราชอบนอกจากสถาปัตยกรรมกับการออกแบบ เราค่อนข้างมั่นใจว่าเราเชี่ยวชาญกับการทำสื่อสิ่งพิมพ์พอสมควร มีประสบการณ์ด้านนี้ เรามีทักษะและประสบการณ์เรื่องการออกแบบ เรามีทีม DUCTSTORE ที่สามารถซัพพอร์ทเราได้ รวมทั้งเราอยู่ในแวดวงของครีเอทีฟ คนทำงานสร้างสรรค์ งานดีไซน์ แล้วเพื่อนๆ ในแวดวงนี้ก็ค่อนข้างรักเรา มีพันธมิตรเยอะ ที่เหลือก็อยู่เราแล้วว่าจะบริหารสินทรัพย์เหล่านี้ออกมายังไง”

 

 

mag5

 


    การบริหาร ‘สินทรัพย์’ ที่นนทวัฒน์กล่าวถึงนั้น เริ่มตั้งแต่การตัดสินใจว่านิตยสารเล่มใหม่ที่เขาจะทำออกมานั้นจะไม่ ‘ขาย’ หากเลือกที่จะ ‘แจก’ โดยตรงให้กับกลุ่มคนที่เขาเป็นคนคัดเลือกเอง ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าคนกลุ่มดังกล่าวเป็นคนที่เป็นที่รู้จักในแวดวงต่างๆ และต่างก็มีผู้ติดตามในโลกออนไลน์ ซึ่งจะทำให้เกิดการแชร์และทำให้ตัวนิตยสารถูกพบเห็นในโลกออนไลน์ตามไปด้วย ขณะเดียวกัน จากการที่เคยทำคอนเทนต์ออนไลน์ให้กับลูกค้า Everything จึงมีช่องทางออนไลน์ต่างๆ ที่เขาบอกว่าทั้งตัวนิตยสารที่ตีพิมพ์ออกมาและส่วนที่เป็นออนไลน์นั้นเป็นอิสระต่อกัน แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกันด้วย “อะไรที่ต้องเร็ว อะไรที่เอาใส่ในเล่มไม่ได้ เอาไปไว้ในออนไลน์ ส่วนตัวเล่มคอนเทนต์ต้องทำให้ฉลาด ไม่ว่าเรื่องที่ทำเองหรือให้คนนอกเขียนต้องรู้ลึกรู้จริง แล้วเรื่องงานดีไซน์เราก็คุมเอง ทุกวันนี้เราจัดหน้าเอง มีอะไรใส่ไปเต็มที่ ไม่มีการประนีประนอม เวลาหยิบนิตยสารมาดูจะเห็นเลยว่าเราเล่นอะไรกับตัวเล่มเยอะมาก มันเป็นสิ่งที่คนอ่านคาดเดาไม่ได้ ซึ่งก็เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ตัวนิตยสารน่าสนใจและถูกพูดถึง”

 

 

mag6


    นนทวัฒน์กล่าวว่า ‘วิธีการ’ ในการทำงานเล่านี้ สำหรับเขาแล้วเป็นโมเดลใหม่ในทางธุรกิจที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน และเขาเป็นคนแรกที่ลงมือทำ “ก่อนที่นิตยสารจะออกมาเราถึงบอกอะไรมากไม่ได้ เพราะไอเดียนี้มันใหม่มาก แต่ตอนนี้เรากลายเป็นคนแรกที่เริ่มทำแล้ว ซึ่งพอหนังสือออมา 4 – 5 เล่ม เราคิดว่าคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าเราทำอะไร ลูกค้าเริ่มเข้าใจแล้วว่า Everything เป็นยังไง เริ่มมีรายได้เข้ามา โอเคว่าอาจจะไม่ได้มากมาย แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญคือมันทำให้โมเดลธุรกิจของเราเปลี่ยนไปด้วย เพราะที่ผ่านมาเราเป็นออฟฟิศดีไซน์ เราทำสิ่งพิมพ์ ทำคอนเทนต์ออนไลน์ให้ลูกค้าอยู่แล้ว แต่งานพวกนี้คือเขามาจ้างเรา วันไหนถ้าเขาไม่จ้าง เราตายทันที แต่ตอนนี้นอกจากรับจ้างผลิตแล้ว เรากลายเป็นพับลิชเชอร์ด้วย ลูกค้าจะจ้างเราทำเหมือนเดิมก็ได้ หรือถ้าสนใจก็มาลงคอนเทนต์กับเราก็ได้ แล้วเรามีทุกอย่างทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เรียกว่าเปลี่ยนธุรกิจจากตั้งรับเป็นเปิดเกมรุกไปเลย” 

 

 

 

 

mag7

 

 

a day
: ก้าวใหม่ในยุคผลัดใบ

 

    ในขณะที่ผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Everything มาพร้อมกับความหวือหวาทั้งรูปเล่มและเนื้อหา นิตยสารที่อยู่มาก่อนหน้าอย่าง a day ก็มี ‘ความเปลี่ยนแปลง’ ด้วยเช่นกัน นั่นคือการมารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหารของ จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์ ซึ่งถือเป็นบรรณาธิการคนที่ 5 ของนิตยสารเล่มนี้

 

    ที่จริงแล้วจิรเดชไม่ใช่คนหน้าใหม่ของ a day ซะทีเดียว เพราะเขาเคยฝึกงานกับ a day ตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษา ก่อนจะทำงานที่นี่อยู่หลายปี และเริ่มสร้างชื่อเสียงในฐานะนักสัมภาษณ์ฝีมือดี จนมีตำแหน่งเป็นบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ของ a day ก่อนที่จะย้ายไปทำงานกับ The Cloud แล้วจึงกลับมารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหารคนใหม่ เมื่อบรรณาธิการบริหารคนก่อนหน้า (ศิวะภาค เจียรวนาลี) ถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเป็น Creative Director ในแผนกใหม่ขององค์กร

 

mag7


    จิรเดชบอกกับ HIP ในวันที่เราพบกันที่สำนักงานของ a day ว่า เขากลับมาทำงานที่ a day ได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว และ a day ฉบับที่ 224 The Redaer’s Secret คือ a day เล่มแรกที่เขาเข้ามาดูแลในฐานะบรรณาธิการบริหาร ซึ่งเหตุผลที่จิรเดชตัดสินใจมารับหน้าที่นี้ เป็นเพราะเขาต้องการเรียนรู้ศาสตร์ใหม่และต้องการพัฒนาตัวเอง “นี่เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตซึ่งไม่ง่ายเลย ผมชอบสัมภาษณ์คน ชอบออกไปเจอผู้คน ชอบเขียน คิดว่าตัวเองมีทักษะที่ทำงานแล้วเอาอยู่ ทำจนเป็นธรรมชาติแล้ว และในพื้นที่เดิมที่ผมอยู่ก็ปลอดภัยดี แต่ที่ตัดสินใจกลับมา นอกจากความผูกพันแล้ว ผมคิดว่างานที่ผมทำอยู่มันเริ่มมีประสบการณ์ซ้ำๆ ใช้ทักษะเดิมๆ การเรียนรู้เริ่มวนอยู่แค่นั้น ชีวิตมันควรจะมีอะไรให้เรียนรู้มากกว่านี้ พอมีงานนี้เสนอเข้ามา ผมก็เริ่มมาทบทวนตัวเอง และคิดว่านี่คือโอกาสที่ผมจะได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ว่าผมจะทำสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม แต่สิ่งที่ผมจะได้เรียนรู้จากการรับงานนี้จะเป็นบทเรียนที่หาที่ไหนไม่ได้แน่นอน”

 

 

mag8

 


    อีกสิ่งหนึ่งที่จิรเดชบอกว่ามีอิทธิพลในการตัดสินใจกลับมารับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหาร a day ก็คือ “ผมรู้สึกว่า a day มีบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมโยงกับตัวตนของผม ผมโตมากับการอ่านหนังสือของ a book แล้วค่อยๆ ไต่ระดับไปหาอะไรที่ยากขึ้นเรื่อยๆ จากตรงนั้นทำให้เราพบว่า a day มีรสนิยมอะไรบางอย่างที่ถูกจริตเรา ความสนใจของ a day เป็นไปในทิศทางเดียวกับเรา อย่างเรื่องของงานสร้างสรรค์ คนที่ทำอะไรเล็กๆ ซับคัลเจอร์ต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลักแต่ว่ามีคุณค่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็ยังติดตัวเราอยู่ ผมก็เลยคิดว่าเราพอจะมีต้นทุนบางอย่างที่จะใช้งานสำหรับการกลับมาได้” 


    ในฐานะบรรณาธิการคนใหม่ จิรเดชบอกว่าเขาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องของการทำงานกับคน ที่เขาอธิบายว่าต้องใช้การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานเพื่อให้คนอื่นๆ เห็นภาพร่วมกันว่านิตยสารที่กำลังทำอยู่นั้นจะออกมาเป็นอย่างไร ขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในส่วนตัวเนื้อหาของนิตยสาร ด้วยการปรับให้ทั้งเล่มเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้ธีมเดียวกัน “ผมพยายามจะทำให้ตัวหนังสือน่าเก็บสะสมมากขึ้นครับ แล้วก็พยายามจะให้มันไร้กาลเวลา คือไม่ว่าจะหยิบมาอ่านตอนไหนก็อ่านได้ ให้อายุใกล้เคียงกับพ็อกเก็ตบุ๊คมากขึ้น อะไรที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเวลาหรือสถานการณ์ เราก็จะย้ายไปใช้พื้นที่ในส่วนของออนไลน์แทน”

 

 

mag9

 

 
    ส่วนเป้าหมายในระยะยาวนั้น จิรเดชบอกว่า “สิ่งที่ผมอยากจะพา a day ไปให้ได้ คือการทำให้  a day เป็นเหมือนฮับหรือศูนย์รวมของคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะในส่วนของเรื่องความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ และพลังของคนหนุ่มสาว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นรากของ a day อยู่แล้ว และผมอยากให้ a day กลับมาเป็นสื่อที่เป็นพลังให้คนหนุ่มสาว เป็นเพื่อนที่มีคำตอบให้กับหลายๆ เรื่องของคนหนุ่มสาวตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปถึงเรื่องใหญ่ๆ คือผมคิดว่า a day อยู่กับคนหนุ่มสาวมาตลอด เราก็อยากจะทำให้ภาพของความเป็นหนุ่มสาวนั้นชัดขึ้น ซึ่งก็คงจะต้องค่อยๆ ใช้เวลาในการสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เห็นภาพ”

 

 

 

mag10

 

 

SEASON
: ผ่านวันเวลาด้วยความกะทัดรัด

 

  ทิวา สาระจูฑะ นัดหมายให้ HIP เข้าไปพบกับเขาที่สำนักงานของนิตยสารสีสัน ในซอยสุขุมวิท 22 หนึ่งวันให้หลังจากการจัดงานประกาศรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 30

 
    สิ่งที่สะดุดตาเราเป็นพิเศษ ในการไปเยือนสำนักงานของนิตยสารที่มีตัวเลขบนหน้าปกว่าอยู่มาถึงปีที่ 30 แล้ว คือจำนวนของทีมงานที่ ‘กะทัดรัด’ เมื่อเทียบกับนิตยสารอีกสองเล่มที่เราได้พูดคุยกับบรรณาธิการของพวกเขา และตามมาด้วยความแปลกใจ เมื่อได้รู้ว่าทิวา หรือที่คนในวงการและแฟนๆ หนังสือเรียกกันติดปากว่า ‘น้าทิวา’ บอกว่าเขายังลงมือจัดหน้านิตยสารสีสันด้วยตัวเอง “เรามีคนไม่เยอะ คนที่ทำงานที่นี่ทั้งที่เคยอยู่และยังอยู่จะถูกฝึกให้ทำงานได้หลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะ เขียนข่าว เขียนคอลัมน์ สัมภาษณ์ ตรวจปรูฟ ไปจนถึงถ่ายภาพหรือจัดหน้าหนังสือ หรือแม้แต่ไปเก็บเช็คก็ต้องทำได้ (หัวเราะ)”


       ‘สีสัน’ ซึ่งทิวาเป็นทั้งบรรณาธิการและเจ้าของ เกิดขึ้นจากความคิดที่อยากจะนำเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะ และวรรณกรรม โดยในยุคที่ทิวาเริ่มทำงานในแวดวงนิตยสาร เนื้อหากลุ่มนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งภายในนิตยสารเท่านั้น “เมื่อก่อนในบ้านเราเรื่องเหล่านี้จะเป็นแค่หมวดหนึ่งของเนื้อหาในนิตยสาร เราเลยมีความคิดว่าอยากจะทำนิตยสารที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ทั้งข้อมูลข่าวสาร รวมไปบทวิจารณ์และการแนะนำสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจ เราเชื่อว่าเรื่องแบบนี้คงไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่ชอบ แต่น่าจะมีคนอื่นๆ ที่อยากอ่านอะไรแบบนี้อยู่เหมือนกัน”


    ทิวาอธิบายให้เราฟังว่ากระบวนการทำงานของสีสันค่อนข้างชัดเจน เพราะแบ่งสัดส่วนเนื้อหาครึ่งต่อครึ่งระหว่างงานจากกองบรรณาธิการและงานจากคอลัมนิสต์ ซึ่งเขาบอกว่านักเขียนเหล่านี้ทำงานด้วยกันมานานและรู้ฝีมือกันดี “สำหรับคอลัมนิสต์ก็แค่ให้แจ้งกันว่าจะเขียนเรื่องอะไรเพื่อไม่ให้ซ้ำหรือชนกัน ที่เหลือก็ปล่อยให้ทำงานส่งกันมาตามกำหนดเลย เราก็แค่เอาต้นฉบับมาตรวจทาดูคำผิดบ้างก่อนไปจัดหน้าเท่านั้นเอง ส่วนงานอื่นๆ ที่เป็นหน้าที่ของกองบรรณาธิการก็จะช่วยๆ กันทำ อย่างของเราเองที่ต้องรับผิดชอบทุกเล่มก็คือบทบรรณาธิการ แล้วก็อาจจะมีเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่นข่าวงานที่ไปมา หรือว่าสนใจอยากเขียนวิจารณ์เรื่องอะไรเป็นพิเศษ” 


       อายุของสีสันเป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนแล้วว่าความคิดของทิวานั้นถูกต้อง และเมื่อสีสันจัดการประกาศรางวัล ‘สีสัน อะวอร์ดส์’ ขึ้นในเวลาต่อมา เพื่อเป็นเวทีมอบรางวัลให้กับศิลปินและคนทำงานดนตรีในบ้านเรา ก็ทำให้นิตยสารเล่มนี้มีสถานะเป็นเหมือน ‘สถาบัน’ ที่มีคนมากมายเชื่อถือและยอมรับ อย่างไรก็ตาม ทิวายอมรับว่าเป็นเรื่องปกติของนิตยสารในแนวนี้ ที่พออยู่มานานก็จะสูญเสียผู้อ่านไปบ้าง เนื่องจากความสนใจหรือรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป “คนอ่านเขาก็โตไปตามวัย พอถึงจุดหนึ่งเขาก็อาจจะหยุดอ่าน ฐานคนอ่านก็จะลดลง แฟนใหม่ๆ ที่จะเข้ามาแทนก็มีแต่จะน้อยลงเพราะคนหันไปหาโซเชียลมีเดียกันในปัจจุบัน คนที่ยังอ่านกันอยู่ก็ไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว แต่ว่าก็มีคนหน้าใหม่ๆ เข้ามาอยู่นะ คือบางคนอาจจะไม่รู้จักเรามาก่อน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ แต่พอเขาได้เห็นนิตยสาร ได้ลองอ่าน ก็มีคนที่ชอบแล้วก็ติดตาม อย่างปีที่ผ่านมาก็ได้คนใหม่ๆ ที่มาสมัครสมาชิกเป็นครั้งแรก”

 

 

ยุคร่วงโรยของ ‘นิตยสาร’?
    นนทวัฒน์พูดถึง ‘สถานการณ์’ ของวงการนิตยสารไทยในปัจจุบันว่า นอกจากโลกออนไลน์เป็นสิ่งที่แย่งชิงทั้งผู้อ่านและเม็ดเงินโฆษณาไปจากนิตยสารแล้ว การปรับตัวช้า ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้องค์การสื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้ทันกับสถานการณ์ได้ “องค์กรของนิตยสารมันใหญ่ มีคนเยอะ แล้วก็คนที่เป็นเจ้าของเงินกับบรรณาธิการเป็นคนละคนกัน เวลาที่จะต้องตัดสินใจเปลี่ยนอะไร ถ้าคิดไม่ตรงกันก็ต้องเถียงกันอีก แต่กับ Everything เราเป็นทั้งสองอย่าง เราใช้ทุนของตัวเอง เรารู้ว่าอยากจะให้หนังสือออกมาแบบไหน เรารู้ว่าต้นทุนในส่วนต่างๆ เป็นเท่าไหร่ กับอย่างที่บอกว่าเรามีทีมที่ซัพพอร์ตเราได้ การทำงานมันก็ง่ายขึ้น”


    นนทวัฒน์ยังให้ความเห็นด้วยว่า การนิตยสารจะอยู่ในยุคนี้ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีช่องทางออนไลน์ต่างๆ ของตัวเองด้วย “ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้มันเชื่อมโยงกัน อย่างเรามีทีมทำวิดีโอที่เก่งมาก งั้นอันนี้เอาไปใส่ในออนไลน์ หรือเราเอา เฌอปราง BNK48 มาขึ้นปกใช่ไหม โอเค ในเล่มเราวางรูปได้เต็มที่ ส่วนรูปที่เหลือที่ไม่ได้ตีพิมพ์ หรือเบื้องหลังการทำงาน อยากดูใช่ไหม เอาไปลงในช่องทางออนไลน์เลย ฉะนั้นเวลาที่ทำคอนเทนต์อะไรก็ตาม นอกจากจะต้องทำให้ฉลาดแล้ว ยังต้องคิดต่อด้วยว่าเราจะนำเสนอมันในทางไหนได้บ้าง เพราะมันมี
ช่องทางให้เล่นได้เยอะ”


     ด้านจิรเดชก็มีมุมมองคล้ายๆ กันเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากโลกออนไลน์เข้ามาช่วยในการทำนิตยสาร “ตอนที่ผมออกไปจาก a day ภูมิทัศน์สื่อเริ่มเปลี่ยนแล้ว ใครๆ ก็ไปทำสื่อออนไลน์กัน แต่ในตอนนั้นเราอาจะยังไม่ได้เห็นปัญหาชัดเจนนัก จนเมื่อกลับมาผมถึงได้เห็นปัญหาในภาพที่กว้างขึ้น อย่าง a day เอง ต้องยอมรับว่านิตยสารไม่ใช่สิ่งหลักที่หล่อเลี้ยงองค์กรอีกแล้ว เป็นสื่อออนไลน์ต่างหาก ลูกค้าเองก็มองหาสื่อออนไลน์ก่อนด้วย ดังนั้นสื่อออนไลน์จึงเป็นสิ่งที่เราต้องมี โอเคว่าอาวุธหลักของเรายังเป็นนิตยสารอยู่ แต่พวกเราที่ a day ก็ไม่ได้โลกสวยที่จะบอกว่าเราจะทำแต่นิตยสารอย่างเดียว” 


    “ทุกวันนี้พวกเราไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นคนทำนิตยสารแล้ว” จิรเดชกล่าวต่อ “พวกเราที่ a day เรียกตัวเองว่าเป็น ‘นักเล่าเรื่อง’ มากกว่า คือเรามีเรื่องที่อยากจะเล่า ซึ่งวิธีการที่จะเล่าเรื่องเราไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องเล่าผ่านนิตยสารเท่านั้น แต่ใช้วิธีไหนก็ได้ที่คิดว่าเหมาะสมและเหมาะกับเรื่องที่เราอยากจะเล่ามากกว่า กับนิตยสารเราก็ยังทำทุกอย่างเต็มที่เหมือนเดิม แต่เราทำงานโดยที่มองว่าเรามีเครื่องมืออื่นๆ ให้เลือกใช้ได้ด้วย”


    ขณะที่ทิวามีมุมมองที่ต่างออกไป ตรงที่แม้จะไม่ปฏิเสธความจำเป็นของสื่อออนไลน์ แต่เขาคิดว่า สีสันยังไม่รีบร้อนที่จะปรับเปลี่ยนไปสู่ช่องทางออนไลน์แบบปัจจุบันทันด่วน “ส่วนหนึ่งคือเราไม่ได้มีทุนมากมาย เมื่อพิจารณาจากทรัพยากรที่เรามี การทำนิตยสารเป็นรูปเล่มออกมาอย่างที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่เราจัดการได้คล่องตัวที่สุด และต่อให้เรามีช่องทางออนไลน์ เราก็ต้องมีต้นทุนที่จะโปรโมทให้เป็นที่รู้จักอีก โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะได้รายได้กลับมาตอนไหน เพราะฉะนั้นเราก็เลยยังไม่รีบ ทำสิ่งที่ทำอยู่ให้รอดก่อน”  

    
     

จนกว่าจะถึงวันอำลา...
    “ยุคนี้เป็นสถานการณ์ที่หนักที่สุดสำหรับคนทำนิตยสาร” ทิวากล่าวถึงสิ่งที่คนทำนิตยสารกำลังเจอในปัจจุบัน “เราผ่านยุคที่กระดาษแพง ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ แต่เมื่อผ่านไปทุกอย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น แต่ตอนนี้สิ่งที่เป็นปัญหาคือพฤติกรรมคนเปลี่ยนไปแล้ว เขาไปอ่านในช่องทางออนไลน์ตามยุคสมัย” 


    “อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการทำงานนี้ก็คือได้ทำในสิ่งที่เราชอบ ทุกวันนี้แต่ละเดือนก็คิดว่าจะทำยังไงให้หนังสือออกได้ตรงเวลาทุกเดือน บางเล่มเขาปรับเปลี่ยนระยะเวลาการวางแผงให้นานขึ้น แต่เราไม่คิดอย่างนั้น ถ้ายังทำอยู่ก็จะออกเป็นรายเดือน ถ้าไม่ทำก็คือไม่ทำ หยุดไปเลย อีกเรื่องคือเราคิดว่าการที่วงการนี้จะอยู่ได้ ‘การอ่านหนังสือ’ มันต้องถูกส่งเสริมให้เป็นค่านิยมของคนหมู่มาก ซึ่งจะทำได้ต้องอาศัยการสนับสนุนจากหลายๆ ส่วน คนที่มีศักยภาพ มีอำนาจในเรื่องเหล่านี้ต้องเข้ามาผลักดัน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาจะสนใจกันหรือเปล่า”


    ขณะที่ในมุมมองของบรรณาธิการหน้าใหม่อย่างจิรเดช นอกจากการเพิ่ม ‘คุณค่า’ ให้นิตยสารมีอายุยืนยาวขึ้นอย่างที่เขาได้กล่าวไปแล้ว เขายังมองว่า การที่ยังคงมีคน ‘เชื่อ’ ในพลังของนิตยสาร ก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อคนทำงานด้วย “ถ้าวันหนึ่งเราพบว่านิตยสารเป็นเครื่องมือที่ไม่เหมาะกับการเล่าเรื่อง ไม่มีคนอ่านแล้ว เราก็จะหยุด แต่สิ่งที่ผมเจอก็คือยังมีคนที่ยังสัมผัสได้ถึงสิ่งที่นิตยสารอยากถ่ายทอดผ่านส่วนประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเนื้อหา ภาพ การจัดวางรูปเล่ม ยังมีคนที่เห็นคุณค่าของมัน หรือแม้แต่น้องๆ ในทีมที่ทำงานกับผม พวกเขาก็ยังอยากจะทำนิตยสารอยู่ ไม่เคยมองว่ามันจะจบลงแล้วเลย”
    ส่วนนนทวัฒน์ให้แง่คิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของ ‘นิตยสาร’ ไว้ว่า ถ้าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวงการนิตยสารเป็นเหมือนการ ‘ทำลายล้าง’ มันก็เป็นการทำลายสิ่งเก่าที่สร้างโอกาสใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กัน


    “เราคิดว่ามันคือการตายแล้วเกิดใหม่นะ หลังจากนี้ถ้าใครจะยังทำนิตยสารอยู่ มันจะทำด้วยความรอบคอบมากขึ้น เราเห็นแล้วว่าตอนนี้วงการตื่นตัวกับความล่มสลายที่เกิดขึ้น ดังนั้นจากนี้คนที่ยังอยู่ต้องทลายข้อจำกัดเดิมๆ ของสิ่งพิมพ์ไปให้ได้ เป้าหมายต้องชัดเจนว่าใครคือคนอ่านของเรา ต้องมีช่องทางที่ครบวงจร หามุมมองหาวิธีการนำเสนอใหม่ๆ ที่ฉีกออกไปจากเดิม แล้วก็ทำอย่างละเมียดละไมมากขึ้น เป็นงานคัสตอมมากขึ้น ขณะที่หน้าที่ของบรรณาธิการจะต้องมีมุมมองและวิธีการเลือกที่ดี เพื่อที่จะได้สร้างสรรค์งานในที่เป็นแบบของเรา เป็นงานที่ใครก็ลอกไม่ได้ ถ้าใครอยากได้ก็ต้องมาหาเรา”   
 

Profile picture for user HIPTHAILAND

HIP THAILAND

Online Contents & Free Copy Monthly Magazine from Chiang Mai